<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความเกี่ยวกับรถ :: haarod.com &#187; ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์</title>
	<atom:link href="http://www.haarod.com/article/category/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.haarod.com/article</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 04:32:53 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การเลือกซื้อรถมือสอง</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-2.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 04:56:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=460</guid>
		<description><![CDATA[   



 
  ท่านที่ต้องการซื้อรถมือสองหรือรถใหม่ก็แล้วแต่ ควรรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเสียก่อนว่าจะนำรถไปใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์อะไรปัจจัยต่อไปที่เราจะพูดถึงก็คือ การพิจารณาในการเลือกซื้อรถมาใช้ ควรดูว่ารถที่เราจะขับเป็นรถยี่ห้ออะไร และมีศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายอย่างไร อะไหล่มีราคาถูกหรือราคาแพงและหาได้ง่ายหรือไม่ เพราะรถมือสองอาจจะต้องมีการซ่อมหลังจากการซื้อมามากหน่อย ซึ่งถ้าเป็นรถทางค่ายยุโรปอาจจะมีปัญหาเรื่องการหาอะไหล่ราคาถูกได้ยาก



  หรืออาจจะต้องรออะไหล่นาน สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากความนิยมในการใช้ทั่วๆ ไป ถ้ามีความนิยมใช้มากอะไหล่ก็จะหาได้ง่ายและมีราคาถูก ดูปีที่ผลิตรถว่ารถเก่าไปไหม หรือจะใช้ได้อีกนานหรือไม่ ดูว่าหากต้องการขายต่อ ยังพอได้ราคาอยู่หรือเปล่า ดูเลขกิโลเมตรกับปีรถว่าเหมาะสมกันหรือไม่ ซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่างๆ ต่อไปนี้ครับ
1. การตรวจเช็คสภาพภายนอกของรถยนต์ คือ การดูตัวถังภายนอกและการดูสีของรถยนต์ การดูสีของรถยนต์ควรดูที่สว่างๆ แต่ไม่ใช่กลางแดดจัด ให้มีแสงพอสมควร เริ่มจาก
  1.1 ยืนในต่ำแหน่งหน้ารถ แล้วนั่งลงมองในระดับฝากระโปรงหน้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวาดูเส้นขอบตรงหน้ารถไปจรดท้ายที่เป็นเส้นตรงว่ารอยหรือเส้นขอบ ต่างๆ ผิดเพี้ยนหรือไม่ถ้าดูแล้วมีรอยยุบของเส้นขอบต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องสันนิษฐานได้ว่ารถคันนี้ได้มีการทำสีมาแล้ว 
  1.2 เดินดูรอบรถโดยดูเส้นขอบของประตูเป็นแนวเดียวกันหรือไม่ มีรอยโค้ง รอยนูนหรือเว้าหรือไม่ 
  1.3 ดูช่องว่างระหว่างประตูแต่ละบานว่าเหมาะสมกันหรือไม่ 
  1.4 ดูตัวถังว่ามีการโป๊วสีมาหรือไม่ โดยการใช้นิ้วดีดหรือเคาะเพื่อทำการฟังเสียง โดยทำรอบๆ ตัวรถบริเวณที่มีเสียงทึบมีโอกาสเป็นไปได้ว่ารถได้มีการทำสีมาก่อน เสียงที่ดีต้องเป็นเสียงป็อกๆ ถือว่าใช้ได้  
 1.5 ต่อไปให้ดูว่าผิวสีเรียบเป็นปรติเหมือนกันทั้งคันหรือไม่ เพราะถ้าผิวสีที่มีรอยนูนหรือเว้า หรือลักษณะของสีที่แตกต่างกัน 
 1.6 ดูส่วนประกอบรอบๆ รถ เพื่อที่จะบอกได้ว่าเจ้าของเก่ามีการใช้รถเป็นอย่างไร 
2. การดูภายในห้องเครื่องยนต์ เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>   </p>
<table style="height: 223px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="710">
<tbody>
<tr>
<td width="316" height="223" valign="top"><img src="http://www.phithan-toyota.com/th/UPLOAD_IMAGES/large/usedcar.jpg" alt="" /> </td>
<td width="394" valign="top">  ท่านที่ต้องการซื้อ<strong>รถมือสอง</strong>หรือรถใหม่ก็แล้วแต่ ควรรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเสียก่อนว่าจะนำรถไปใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์อะไรปัจจัยต่อไปที่เราจะพูดถึงก็คือ การพิจารณาในการเลือก<strong>ซื้อรถ</strong>มาใช้ ควรดูว่ารถที่เราจะขับเป็นรถยี่ห้ออะไร และมีศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายอย่างไร อะไหล่มีราคาถูกหรือราคาแพงและหาได้ง่ายหรือไม่ เพราะรถมือสองอาจจะต้องมีการซ่อมหลังจากการซื้อมามากหน่อย ซึ่งถ้าเป็นรถทางค่ายยุโรปอาจจะมีปัญหาเรื่องการหาอะไหล่ราคาถูกได้ยาก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>  หรืออาจจะต้องรออะไหล่นาน สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากความนิยมในการใช้ทั่วๆ ไป ถ้ามีความนิยมใช้มากอะไหล่ก็จะหาได้ง่ายและมีราคาถูก ดูปีที่ผลิตรถว่ารถเก่าไปไหม หรือจะใช้ได้อีกนานหรือไม่ ดูว่าหากต้องการขายต่อ ยังพอได้ราคาอยู่หรือเปล่า ดูเลขกิโลเมตรกับปีรถว่าเหมาะสมกันหรือไม่ ซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่างๆ ต่อไปนี้ครับ<span id="more-460"></span></p>
<p><span style="color: #000066;"><strong>1. การตรวจเช็คสภาพภายนอกของ<strong>รถยนต์ </strong>คือ การดูตัวถังภายนอกและการดูสีของรถยนต์ การดูสีของ<em>รถยนต์</em>ควรดูที่สว่างๆ แต่ไม่ใช่กลางแดดจัด ให้มีแสงพอสมควร เริ่มจาก</strong></span></p>
<p>  1.1 ยืนในต่ำแหน่งหน้ารถ แล้วนั่งลงมองในระดับฝากระโปรงหน้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวาดูเส้นขอบตรงหน้ารถไปจรดท้ายที่เป็นเส้นตรงว่ารอยหรือเส้นขอบ ต่างๆ ผิดเพี้ยนหรือไม่ถ้าดูแล้วมีรอยยุบของเส้นขอบต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องสันนิษฐานได้ว่ารถคันนี้ได้มีการทำสีมาแล้ว <br />
  1.2 เดินดูรอบรถโดยดูเส้นขอบของประตูเป็นแนวเดียวกันหรือไม่ มีรอยโค้ง รอยนูนหรือเว้าหรือไม่ <br />
  1.3 ดูช่องว่างระหว่างประตูแต่ละบานว่าเหมาะสมกันหรือไม่ <br />
  1.4 ดูตัวถังว่ามีการโป๊วสีมาหรือไม่ โดยการใช้นิ้วดีดหรือเคาะเพื่อทำการฟังเสียง โดยทำรอบๆ ตัวรถบริเวณที่มีเสียงทึบมีโอกาสเป็นไปได้ว่ารถได้มีการทำสีมาก่อน เสียงที่ดีต้องเป็นเสียงป็อกๆ ถือว่าใช้ได้  <br />
 1.5 ต่อไปให้ดูว่าผิวสีเรียบเป็นปรติเหมือนกันทั้งคันหรือไม่ เพราะถ้าผิวสีที่มีรอยนูนหรือเว้า หรือลักษณะของสีที่แตกต่างกัน <br />
 1.6 ดูส่วนประกอบรอบๆ รถ เพื่อที่จะบอกได้ว่าเจ้าของเก่ามีการใช้รถเป็นอย่างไร </p>
<p><strong><span style="color: #990000;">2. การดูภายในห้อง<strong>เครื่องยนต์ </strong>เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น เริ่มจาก  </span></strong></p>
<p> 2.1 ดูที่คานหน้าหม้อน้ำ ทั้งด้านบนและล่าง รูน๊อตยึดต่างๆ กลมเป็นปรกติหรือไม่  <br />
 2.2 ดูสภาพของสีกลมกลืนทั้งห้องเครื่องยนต์หรือไม่ ถ้าสีเหมือนกันแต่พ่นใหม่อาจจะมีการยกเครื่องออกมา เพื่อทำการซ่อมตัวถังหรือซ่อมเครื่องยนต์ <br />
 2.3 ดูตะเข็บรอยต่อเป็นปรกติ เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง <br />
 2.4 ดูซุ้มล้อหน้าซ้าย,ขวา สังเกตสติ๊กเกอร์ NAME PLATE ว่ามีหรือไม่ สภาพเป็นปกติหรือเปล่า <br />
 2.5 ดูร่องน้ำไหล ทั้งซ้ายและขวา ง่ามีรอยบุบหรือคดบ้างหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงการเกิดอุบัติเหตุหรือเพียงแค่ทำสีใหม่เท่านั้นควรดูให้ดี</p>
<p><strong><span style="color: #990000;">3. การดูเครื่องยนต์ </span></strong></p>
<p> 3.1 คราบหรือร่องรอยของการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง  <br />
 3.2 ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก, คลัทช์, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ สีต้องเป็นปกติและสะอาด <br />
 3.3 ระดับน้ำยาหล่อเย็น จะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด  <br />
 3.4 ระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ สีและกลิ่นของน้ำมัน  <br />
 3.5 ระดับน้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด สีและกลิ่นต้องอยู่ในสภาพที่ดี <br />
 3.6 สภาพของสายพานต่างๆ จะต้องไม่แตกร้าว ความตึงพอเหมาะ  <br />
 3.7 ตรวจหม้อน้ำ,ฝาปิดหม้อน้ำ จะต้องไม่รั้วและมีน้ำอยู่ในระดับที่พอเหมาะ <br />
 3.8 สภาพของสายไฟในห้องเครื่องยนต์ จะต้องจัดเก็บเรียบร้อย <br />
 3.9 แบตเตอร์รี่จะต้องไม่บวม ขั้วแบตเตอร์รี่สภาพดี และดูอายุของแบตเตอร์รี่,สภาพของน้ำกลั่น <br />
 3.10 ติดเครื่องฟังเสียงของเครื่องยนต์ว่าผิดปกติหรือไม่ และจะติดเครื่องได้โดยง่าย <br />
 3.11 เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วสังเกตเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ เครื่องยนต์เดินเรียบหรือเปล่า <br />
 3.12 ตรวจการรั่วของกำลังอัด ดูไอน้ำมันเครื่อง โดยดึงก้านวัดน้ำมันขึ้นมาดูว่ามีควันหรือกลิ่นไหม้ ถ้าไม่มีถือว่าใชได้ และจะต้องไม่มีแรงดัน ดันออกมาทางด้านก้านวัดน้ำมันด้วย <br />
 3.13 เดินไปท้ายรถสังเกตควันที่ออกจากท่อไอเสีย จะต้องไม่ขาวและดำ ถ้าผิดปกติแสดงว่าเครื่องยนต์ทำงานบกพร่อง อาจจะต้องมีการทำเครื่องยนต์ใหม่</p>
<p> <strong><span style="color: #990000;">4. การดูห้องโดยสาร </span></strong></p>
<p>  4.1 แผงหน้าปัทม์ ดูไฟเตือนต่างๆ ขณะเปิดสวิทซ์กุญแจ ต่อจากนั้นสตาร์ทเครื่อง ไฟเตือนต่างๆ จะต้องดับลง <br />
  4.2 ระบบเครื่องเสียงใช้งานได้ตามปกติหรือไม่<br />
  4.3 ระบบปรับอากาศ อุณหภูมิของลม การปรับตั้ง Mode, Fan, Temperature ทำงานได้ดีหรือเปล่า<br />
  4.4 ไฟส่องสว่างภายในรถ เช็คสัญญาณไฟเลี้ยว, ไฟสูง ว่าติดที่หน้าปัทม์หรือไม่ขณะทำการเปิด<br />
  4.5 กระจกหน้าต่างทุกบานปิดสนิทหรือไม่<br />
  4.6 เบาะนั่งอยู่ในสภาพใช้งานได้เป็นปกติสามารถทำการปรับตั้งได้หรือไม่</p>
<p><span style="color: #cc0000;"> *โดยรวมสภาพของห้องโดยสาร จะต้องสัมพันธ์กับอายุของรถ เลขกิโลเมตร่าเหมาะสมกันหรือไม่</span> </p>
<p> <strong><span style="color: #990000;">5. ดูห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ การดูคล้ายๆ กับห้องเครื่องยนต์ </span></strong></p>
<p> 5.1 รอยตะเข็บต่างๆ ,รอยเชื่อม,รอยบัดกรี จะต้องไม่ผิดเพี้ยนจากจุดใกล้เคียง <br />
 5.2 ร่องรอยการทำสี ว่ามีสีที่ดูใหม่กว่าจุดอื่นหรือไม่<br />
 5.3 รางน้ำฝากระโปรง ต้องไม่เสียรูป <br />
 5.4 ถ้าเป็น<strong>รถเก๋ง</strong>ควรเปิดพรมท้ายรถดูว่ามี เครื่องมือ, ยางอะไหล่อยู่หรือเปล่า และตรวจดูว่ามีน้ำขังอยู่หรือไม่ ถ้ามีอาจเกิดจากการรั่วของรอยตะเข็บบริเวณรางน้ำของฝากระโปรงท้ายได้</p>
<p> <strong><span style="color: #990000;">6. ตรวจสอบช่วงล่าง โดยรถยนต์กับที่  </span></strong></p>
<p> 6.1 กดรถทางด้านหน้าและหลัง เพื่อดูการทำงานของโช๊คอัพจะต้องไม่แข็งและเด้งเร็วเกินไป และดูว่ามีคราบน้ำมันจำนวนมากที่บริเวณโช๊คอัพหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าน่าจะชำรุด <br />
 6.2 ดูยางทั้ง 4 เส้นว่าสภาพของดอกยางมีการสึกหรอสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าไม่สม่ำเสมอแสดงว่าช่วงล่างและศุนย์ล้อน่าจะมีปัญหาสังเกตยางมีการปริแตก หรือฉีกขาดหรือเปล่า ยางยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ เพราะยางแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น จะมีการออกแบบมาใช้งาน และการบรรทุกจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการผลิตของยางยี่ห้อนั้นๆ ถ้าใช้ยางผิดประเภทจะทำให้เกิดอันตรายได้</p>
<p> 6.3 ระยะฟรีพวงมาลัยจะต้องมีเล็กน้อย ถ้ามากเกินไปเป็นไปได้ว่า ลูกหมากจะมีปัญหา <br />
 6.4 ถ้าสามารถทำการตรวจสอบใต้ท้องรถได้ ให้ดูว่ามีการผุกร่อนของตัวถังบริเวณใต้ท้องหรือไม่ แซสซีส์ต้องตรงไม่การ บิดเบี้ยว ผุ หรือทีรอยเชื่อมที่เกิดจากการหักของแซสซีส์</p>
<p> <strong><span style="color: #990000;">7. การทดสอบโดยการขับขี่ ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกขับตามสภาพถนนหลายๆ แบบ </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #990000;"> </span></strong>7.1 ทดสอบระบบรองรับว่าทำงานได้ดีหรือไม่ เช่นโช๊คอัพ, สปริง, แหนบ ขณะทำการวิ่งทดสอบว่ามีเสียงดังเกิดจากช่วงล่างหรือไม <br />
 7.2 ขณะทำการเร่งเครืองยนต์ มีเสียงดังเกิดขึ้นผิดปรกติหรือไม่  <br />
 7.3 ขณะรถวิ่งมีเสียงเข้ามาในห้องโดยสารมากน้อยเพียงใด <br />
 7.4 เวลาวิ่งด้วยความเร็วสูงรถควรมีการเกาะถนนที่ดีพอ และจะต้องไม่มีอาการส่ายหรือโครงไปมา <br />
 7.5 ทดลองเลี้ยวซ้ายและขวาดูว่า ช่วงล่างเกิดเสียงดังหรือไม่ <br />
 7.6 การทำงานของเบรกระบบ ABS ทำงานเป็นปกติหรือไม่ โดยทำงานของเบรก ABS ขณะเบรกแบบกระทันหันจะมีการเคลื่อนตัวขึ้นลงแป้นเบรกเป็นระยะ ในขณะที่ไม่ได้ถอนเท้าออกจากแป้นเบรก ถ้ามีแสดงว่าเป็นปกติ<br />
 7.7  ทดสอบศูนย์ขณะรถวิ่ง ว่าดึงไปมาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ และพวงมาลัยตรงพอดีหรือไม่ <br />
 7.8 การตัดต่อของคอมเพรสเซอร์แอร์ขณะขับขี่มีเสียงดังเป็นปกติหรือไม่ หากมีเสียงดังเกินไปอาจเกิดจากลูกปืนคลัทช์หน้าคอมเพรสเซอร์แอร์ชำรุด<br />
 7.9 หลังจากขับทดสอบแล้วให้ติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่ เพื่อดูความผิดปกติอีกครั้ง </p>
<p>  <strong><span style="color: #990000;">8. การดูเอกสารเล่มทะเบียนรถยนต์ </span></strong></p>
<p>     เราจะรู้ประวัติของ<em>รถยนต์</em>เบื้องต้นได้โดยการตรวจสอบดูจากเล่มทะเบียนรถยนต์ จะทำให้ทราบว่ารถคันนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วกี่ราย มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์และสีของรถยนต์หรือเปล่า ควรเลือก<strong>ซื้อรถ</strong>ที่ผ่านการใช้งานมามือเดียว หรือจากเจ้าของคนเดียว จะช่วยให้เราสามารถซักถามประวัติการใช้รถได้ เอกสารที่ควรใส่ใจมากที่สุด คือสมุดจดทะเบียนไม่ควรมีการแก้ไขโดยไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ขนส่ง กำกับ หากสมุดจดทะเบียนมีข้อน่าสงสัยไม่ควรทำการซื้อขายรถคันดังกล่าว </p>
<p>    แต่พอจะสรุปสุดท้ายก็คงต้องดูที่ราคาว่าเหมาะสมกับรถไหม เพราะการซื้อรถมือสองก็ต้องดูตามสภาพความเป็นจริงว่าสภาพรถขนาดนี้ ราคาก็น่าจะอยู่ประมาณนี้ เพราะถ้าจะเอา<strong>รถมือสอง</strong>คุณภาพเทียบเท่ารถใหม่ จะให้ราคาถูกก็คงหาได้ยากหรือหาไม่ได้เลย เพระาฉะนั้นควรระลึกไว้ด้วยว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ควรเลือกแบบที่เหมาะสมกับราคาตามสภาพรถ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานครับ</p>
<p><strong>เครดิต</strong> http://www.phithan-toyota.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลเม็ดของความแรงที่ไม่ควรมองข้าม</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 08:16:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[ขอบคุนข้อมูลจากจูนสปีดครับ
PORT MATCHING
โดยปกติแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครโชคดีนักที่เจ้าเครื่องย นต์เดิมๆ ที่มีอยู่นั้นจะมีท่อร่วมไอดี และท่อร่วมไอเสียที่สมบูรณ์แบบเหมาะสมกับช่อง พอร์ท ของฝาสูบกันมาอย่างลงตัว ซึ่งถ้าเราต้องการจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาอีกซักเล็กน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่จัดการกับท่อร่วมเหล่านี้กันใหม่รวมไปถึงแผ่ นปะเก็นที่ต่อกับช่อง พอร์ท ก็พอจะช่วยเพิ่มความแรงขึ้นมาอีกได้ไม่น้อยแล้ว
TRANSMISSION LINE PRESSURE INCREASE
สำหรับลูกเล่นอันนี้ก็เป็นการปรับแต่งในตัวแรงที่ใช้ ชุดเกียร์อัตโนมัติ โดยการจัดการกับการเพิ่มแรงดันในท่อแรงดันของชุดเกีย ร์อัตโนมัติ เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์มีความรุนแรง หนักแน่น และกระชับมากขึ้น ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานในแบบแข่ง Bracket ได้ดีทีเดียว อันนี้หลายคนสนในแน่ๆ
GET THE LEAD OUT
ก็เป็นลูกเล่นอีกอย่างนึงสำหรับบรรดานักแข่ง Drag ในแบบ Bracket หรือว่าบรรดานักแข่มยิมคาน่าทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นการลดน้ำหนักตัวรถในแบบเท่าที่จะพอทำกันได ้ เพื่อความได้เปรียบบรรดาคู่แข่ง การลดน้ำหนักที่ว่านี้ก็อย่าง เช่น การเอายางสำรองออก ที่ปัดน้ำฝน หรือไม่ก็กระจกมองข้างเป็นต้น
SPARK IT UP
ระบบไฟจุดระเบิดนับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกับการทำง านของเครื่องยนต์ ถ้าได้มีการจัดการกับเจ้าหัวเทียนโดยเลือกเบอร์ที่ถู กต้องมาใช้งาน หรือว่าเลือกชนิดของหัวเทียนที่ดีและ เหมาะสมกับตัวเครื่องยนต์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังให้ตัวเครื่องได้
CLEAN TERMINALS = HAPPY CHARGING SYSTEM
การทำความสะอาดขั้วไฟแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่น้ อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุนข้อมูลจากจูนสปีดครับ<br />
PORT MATCHING<br />
โดยปกติแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครโชคดีนักที่เจ้าเครื่องย นต์เดิมๆ ที่มีอยู่นั้นจะมีท่อร่วมไอดี และท่อร่วมไอเสียที่สมบูรณ์แบบเหมาะสมกับช่อง พอร์ท ของฝาสูบกันมาอย่างลงตัว ซึ่งถ้าเราต้องการจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาอีกซักเล็กน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่จัดการกับท่อร่วมเหล่านี้กันใหม่รวมไปถึงแผ่ นปะเก็นที่ต่อกับช่อง พอร์ท ก็พอจะช่วยเพิ่มความแรงขึ้นมาอีกได้ไม่น้อยแล้ว</p>
<p>TRANSMISSION LINE PRESSURE INCREASE<br />
สำหรับลูกเล่นอันนี้ก็เป็นการปรับแต่งในตัวแรงที่ใช้ ชุดเกียร์อัตโนมัติ โดยการจัดการกับการเพิ่มแรงดันในท่อแรงดันของชุดเกีย ร์อัตโนมัติ เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์มีความรุนแรง หนักแน่น และกระชับมากขึ้น ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานในแบบแข่ง Bracket ได้ดีทีเดียว อันนี้หลายคนสนในแน่ๆ<span id="more-442"></span></p>
<p>GET THE LEAD OUT<br />
ก็เป็นลูกเล่นอีกอย่างนึงสำหรับบรรดานักแข่ง Drag ในแบบ Bracket หรือว่าบรรดานักแข่มยิมคาน่าทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นการลดน้ำหนักตัวรถในแบบเท่าที่จะพอทำกันได ้ เพื่อความได้เปรียบบรรดาคู่แข่ง การลดน้ำหนักที่ว่านี้ก็อย่าง เช่น การเอายางสำรองออก ที่ปัดน้ำฝน หรือไม่ก็กระจกมองข้างเป็นต้น</p>
<p>SPARK IT UP<br />
ระบบไฟจุดระเบิดนับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกับการทำง านของเครื่องยนต์ ถ้าได้มีการจัดการกับเจ้าหัวเทียนโดยเลือกเบอร์ที่ถู กต้องมาใช้งาน หรือว่าเลือกชนิดของหัวเทียนที่ดีและ เหมาะสมกับตัวเครื่องยนต์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังให้ตัวเครื่องได้</p>
<p>CLEAN TERMINALS = HAPPY CHARGING SYSTEM<br />
การทำความสะอาดขั้วไฟแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่น้ อย การที่ขั้วไฟสกปรกก็มีส่วนทำให้กระแสไฟจ่ายไปใช้งานไ ด้ไม่สะดวก ซึ่งก็ส่งผลให้การทำงานของเครื่องยนต์ไม่เต็มประสิทธ ิภาพได้ ควรทำความสะอาดขั้วไฟแบตเตอรี่เอาไว้เสมอไม่น่าละเลย<br />
REPLACE WORN IGNITION WIRES<br />
สายหัวเทียนที่ใช้งานกันจนเก่าแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนกันซะใหม่ไม่ใช่ว่าสีของสายหัวเทียนจา กเดิมเป็นสีฟ้า เล่นใช้งานกันจนสายกลายเป็นสีดำแล้วก็ยังไม่เปลี่ยน แบบนี้รับรองได้ว่าไฟจุดระเบิดจะแย่เอาการทีเดียวครั บ</p>
<p>REDLINE WATER WETTER<br />
หัวเชื้อน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำรุ่นนี้ สามารถช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ ำได้อย่างน่าประหลาดใจ</p>
<p>LOWER TEMP THERMOSTAT<br />
ในอีกจุดนึงของระบบน้ำหล่อเย็นนั่นก็คือเจ้าตัว Thermostat ที่คอยทำหน้าที่เปิดวาวล์น้ำปล่อยให้น้ำเข้าไปหล่อเย ็นขุมพลังเมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด ถ้าเป็นพวกเล่นแรงแล้วควรจะเปลี่ยนมาใช้ Thermostat ที่เปิดวาวล์น้ำในอุณหภูมิต่ำกว่าของโรงงานมาใช้ ก็จะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี</p>
<p>STAY LUBED<br />
น้ำมันเครื่องที่ใช้ในตัวแรงทั้งหลายควรจะเป็นน้ำมัน เครื่องที่คงคุณภาพที่ดีเอาไว้เสมอ อย่างในพวกรถแข่งส่วนมากแล้วก่อนแข่งก็จะเปลี่ยนน้ำม ันเครื่องใหม่ เมื่อแข่งเสร็จแล้วก็จะถ่ายทิ้งรอใส่ใหม่อีกครั้งในส นามต่อไป เพื่อรักษาความสดใหม่และ สะอาดของน้ำมันเครื่องเอาไว้ สำหรับรถที่ใช้งานกันบนถนนทั่วๆไป เอาซัก 3,000 กม. ถ่ายกันครั้งนึงก็ ใช้ได้แล้วครับ</p>
<p>MORE GROUND<br />
การปรับแต่งตัวแรงในปัจจุบันมักจะมีอุปกรณ์อิเลคโทรน ิคเข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างมากมาย ซึ่งก็ต้องมีการต่อใช้กระแสไฟบวกเข้าไปที่อุปกรณ์เหล ่านั้น มากตามไปด้วย ซึ่งกระแสไฟลบ (Ground) ที่มีมาจากโรงงานอาจไม่เพียงพอทำให้การทำงานของอุปกร ณ์เหล่านั้น ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดการลัดวงจรขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มกระแสไฟลบให้มากขึ้นตามไปด้ว ย</p>
<p>GUTTED AIR BOX<br />
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการดูดอากาศเข้ามาใช้ในตั วเครื่องยนต์ยิ่งมากก็ ยิ่งดีในกรณีถ้าต้องการให้อากาศถูกดูดเข้ามาได้มากขึ ้น แต่ไม่อยากใช้กรองเปลือย การปรับแต่งด้วยการตัดส่วนด้านข้างของกล่องกรองอากาศ ที่ติดรถมา แล้วทำการเปลี่ยนใส้กรองอากาศที่เป็นแบบ Hi Flow ซักหน่อย ก็พอจะช่วยให้ดูดอากาศเข้ามาได้คล่องมากขึ้นอีกไม่น้ อยแล้ว</p>
<p>TEST PIPE<br />
หัวข้อนี้ก็เป็นการปลดปล่อยความแรงเพิ่มออกมาโดยเพีย งแค่ทำการถอดชุด Cat. ออกมา แล้วทำการใส่ท่อกลมโล่งๆ เข้าไปแทน ก็พอจะช่วยให้รถมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาได้อีกนิด</p>
<p>BIG WIRE, MORE VOLTAGE<br />
เรื่องของระบบไฟของรถก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้รถวิ่งออก หรือไม่ออก ฉะนั้นสายไฟที่ใช้ต่อไปยังตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก็ควรจะเลือกที่มีขนาดและความเหมาะสมกับอุปกรณ์ตัวนั ้นๆ ด้วย เพื่อกระแสไฟจ่ายไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p>
<p>QUESTIONABLE SPEED WASHERS<br />
ท่านควรจะต้องรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเครื่องยนต์ ว่ามีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ตรงไหน อาทิเช่นพวกเครื่องยนต์ TURBO ที่สามารถจะปรับบูสท์ให้สูงขึ้นจากเดิมๆ ที่มีมาจากโรงงานได้นั้น ถ้าหากว่าเราไม่รู้ Limit. ว่าจะปรับกันได้เต็มที่ขนาดไหน แล้วหล่ะก็คงเป็นเรื่องแน่นอน เพราะอาจจะปรับกันเพลิน ปรับจนมากเกิน ล่อกันจนเครื่องพังกันอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวเลยก็ได้</p>
<p>REMOTE EXHAUST VALVE CONTROL<br />
ลูกเล่นนี้เป็นการเล่นแรงกันด้วยตัววาล์วปิด &#8211; เปิด ท่อไอเสียนั่นเอง ซึ่งจะเป็นตัวที่ช่วยอั้นไอเสียในรอบต่ำ ไม่ให้ไอเสียระบายออกไปได้เร็ว ช่วยให้มีแรงดันไอเสียไปผลักดันใบ TURBO ให้สร้าง Boost. ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>BIG MOUTH<br />
หลายท่านก็คงเคยผ่านกันมาบ้างแล้วในหัวข้อนี้ ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนขนาดของชุดลิ้นปีกผีเสื้อให้มีข นาดโตกว่าเดิม เพื่อช่วยให้รับเอาอากาศใหลผ่านเข้ามาได้มากขึ้นนั่น เอง อย่างเช่นเครื่อง B 16A มักจะนิยมเอาชุดลิ้นปีกผีเสื้อของ B-18C มาใส่เข้าไปแทน</p>
<p>THROTTLE CABLE<br />
อ้อ&#8230;และก็อย่าเพิ่มแรงม้ากันซะจนเต็มเพียบ แต่ทำไมรถมันวิ่งไม่ออกวะ ปัญหาจุดเล็กๆ อย่างไอ้เจ้าสายคันเร่งก็มีส่วนที่จะสร้างปัญหายุงยา กให้ได้เหมือนกัน ดังนั้นควรเช็คให้เรียบร้อยว่าสายคันเร่งมันตึง มันหย่อนยาน ผิดแผกกันไปบ้างหรือเปล่า.</p>
<p>GET A GRIP<br />
ในเรื่องของการปรับแต่งนั้น ระบบเบรคก็เป็นจุดสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามกันไปได้ หนทางในการเลือกเบรคที่จะเปลี่ยนนั้นก็ควร จะเล่นคบหากันกับรุ่นที่ใหญ่กว่า แรงกว่าจากค่ายเดียวกันมาใช้อย่างเช่น CEFIRO A-31 รุ่น 20 DE , 20DET , 25DE ก็ไปเอาชุดเบรคของ 20 DET &gt;&gt; 25 DE , DET หรือข้ามไปเอาของรุ่นพี่ SKYLINE R-32,33 และ R-34 มาใช้งานกันอยางนี้เป็นต้น</p>
<p>OVERLOOKED MAINTENANCE<br />
การดูแลและทำความสะอาดในส่วนของกรองอากาศ รวมไปถึงในส่วนของกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้ง 2 จุดนี้ ช่วยให้การทำงานของเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประส ิทธิภาพเหมือนกันนะครับ เราไม่ควรจะมองข้ามสิ่งเล็กๆเหล่านี้ไป</p>
<p>NAIL A WICKED HOLE &#8211; SHOT<br />
เคล็ดลับความแรงอันนี้ก็เป็นลูกเล่นที่ใช้กันในตัวแข ่ง Drag ในแบบขับหน้าที่ต้องเน้นกันให้มีน้ำหนักของตัวรถกดลง ไปที่ล้อหน้าให้มากที่สุด เพื่อให้แรงที่ออกจากเพลาหน้าถูกกดลงบนแทร็คได้อย่าง เต็มที่ยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีนี้ก็นับว่าเป็นอีกวิธีที่มีส่วนช่วยสร้างอั ตราเร่งให้ทำได้ดีทีเดียว</p>
<p>โดยพี่บอย และ เวปPreludeThailand.com ครับ<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7849">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7849</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีรีเช็ตเกียร์ CVT ของ ฮอนด้า</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 08:11:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=440</guid>
		<description><![CDATA[เคยรู้สึกไหมครับว่าทำไมเหยียบคันเร่งแล้ว รถมันไม่พุ่งไปได้ดั่งใจ ออกตัวตอนไฟแดงตามตุ๊กตุ๊กไม่ทัน จะเร่งแซงทีลุ้นกันตัวโกง
สาเหตุมันเกิดจากความฉลาดของระบบเกียร์CVT(มันฉลาดไป หน่อย555)
ปรกติถ้าเราขับรถอยู่บนถนนในกรุงเทพหรือที่ๆมีการจรา จรคับคั่ง เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรค เดี๋ยวจอด ไม่มีโอกาสได้ใช้ความเร็ว
ไอ้เจ้าเกียร์CVT มันก็จำลักษณะการขับขี่ของเราเอาไว้
ครั้นพอถึงเวลาที่เราต้องการเรียกฝูงม้าที่หลับไหลมา นาน ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ออกกำลังซะหน่อย มันกลับกลายเป็นม้าขี้เซาไปซะงั้น
ถ้าอยากให้ม้าในของของท่าน กลับมาคึกคัก กระฉับกระเฉงเป็นม้าแข่ง ม้าศึกล่ะก็&#8230;..ตามนี้เลยครับ
RESET CVT MEMORY
1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ)
2) ห้ามเปิดแอร์ วิทยุ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ
3) ดึงเบรกมือขึ้น (ดึงเบรกมือค้างไว้จนจบกระบวนการ)
4) เหยียบเบรก (เหยียบค้างไว้)
5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; ทิ้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ 2 นาที
6) หลังจากผ่านไป 2 นาที ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง &#8220;D&#8221; 1 นาที
7) จบกระบวนการ
เพียงเท่านี้ ฝูงม้าขนาดย่อมๆในรถของท่านก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่ าเหมือนเดิม&#8230;..
ถ้ามีการถอดขั้วแบตเตอร์รี่เมื่อไหร่&#8230;..ตามนี้เลยค รับ
RE-CALIBRATE CVT GEARBOX (IF CHANGE BATTERY)
1) สตาร์ทรถ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยรู้สึกไหมครับว่าทำไมเหยียบคันเร่งแล้ว รถมันไม่พุ่งไปได้ดั่งใจ ออกตัวตอนไฟแดงตามตุ๊กตุ๊กไม่ทัน จะเร่งแซงทีลุ้นกันตัวโกง</p>
<p>สาเหตุมันเกิดจากความฉลาดของระบบเกียร์CVT(มันฉลาดไป หน่อย555)</p>
<p>ปรกติถ้าเราขับรถอยู่บนถนนในกรุงเทพหรือที่ๆมีการจรา จรคับคั่ง เดี๋ยวเร่ง เดี๋ยวเบรค เดี๋ยวจอด ไม่มีโอกาสได้ใช้ความเร็ว</p>
<p>ไอ้เจ้าเกียร์CVT มันก็จำลักษณะการขับขี่ของเราเอาไว้</p>
<p>ครั้นพอถึงเวลาที่เราต้องการเรียกฝูงม้าที่หลับไหลมา นาน ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน ออกกำลังซะหน่อย มันกลับกลายเป็นม้าขี้เซาไปซะงั้น</p>
<p>ถ้าอยากให้ม้าในของของท่าน กลับมาคึกคัก กระฉับกระเฉงเป็นม้าแข่ง ม้าศึกล่ะก็&#8230;..ตามนี้เลยครับ<span id="more-440"></span></p>
<p>RESET CVT MEMORY<br />
1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ)<br />
2) ห้ามเปิดแอร์ วิทยุ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ<br />
3) ดึงเบรกมือขึ้น (ดึงเบรกมือค้างไว้จนจบกระบวนการ)<br />
4) เหยียบเบรก (เหยียบค้างไว้)<br />
5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; ทิ้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ 2 นาที<br />
6) หลังจากผ่านไป 2 นาที ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง &#8220;D&#8221; 1 นาที<br />
7) จบกระบวนการ</p>
<p>เพียงเท่านี้ ฝูงม้าขนาดย่อมๆในรถของท่านก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่ าเหมือนเดิม&#8230;..</p>
<p>ถ้ามีการถอดขั้วแบตเตอร์รี่เมื่อไหร่&#8230;..ตามนี้เลยค รับ</p>
<p>RE-CALIBRATE CVT GEARBOX (IF CHANGE BATTERY)<br />
1) สตาร์ทรถ รอจนอุณหภูมิรถปกติ (ไฟ Cold Temp ดับ)<br />
2) บิดกุญแจดับเครื่อง แล้วสตาร์ทรถอีกครั้ง<br />
3) เปิดไฟหน้ารถ<br />
4) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; แล้วเหยียบเบรก<br />
5) เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง &#8220;N&#8221; &#8220;D&#8221; &#8220;S&#8221; &#8220;L&#8221; &#8220;S&#8221; &#8220;D&#8221; และกลับมา &#8220;N&#8221; ตามลำดับ<br />
6) ทำซ้ำขั้นตอนที่ 5) อีก 3 ครั้ง โดยให้จังหวะในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งอยู่ที่ 1-2 วินาที<br />
7) จบกระบวนการ</p>
<p>หมายเหตุ สำหรับรถHonda ระบบเกียร์CVT เท่านั้นนะครับ&#8230;..<br />
้เครดิต เวป thaiagclub.com ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-cvt-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กราวน์ไวร์ Ground Wire</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c-ground-wire.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c-ground-wire.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Mar 2010 07:16:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=436</guid>
		<description><![CDATA[เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมกันมากในรถแข่ง แต่ที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นเพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่ใช้ส ีสันใช้เป็นสายสีดำจนเรามองผ่านๆ
เป็นส่วนช่วยให้ไฟฟ้ากระแสลบเดินครบวงจรมากขึ้นกว่าก ารใช้ตัวถังรถเป็นส่วนนำไฟฟ้าแบบโรงงาน 

ระบบสายกราวด์ คือการต่อสายไฟ 8 มม หรือ 10 มม.โดยตรงเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ ระบบหัวฉีด ระบบไฟส่องสว่าง ไดชาร์จ เสื้อเกียร์ และตัวถัง เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นๆ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ต้องรอไฟป้อนกลับแบตเตอรี่ เพียงเส้นเดียวจาก
โรงงาน
หลังจากเดินสายกราวด์แล้ว จะทำให้ เครื่องยนต์เดินเรียบ อัตราเร่งดีขึ้นการตอบสนองของเกียร์ราบเรียบ ไฟหน้าสว่างขึ้น แอร์เย็นเร็ว และการต่อของคอมแอร์ จะใช้เวลาสั้นกว่า ทำให้อัตราการกินน้ำมันน้อยลง เนื่องจากคอมแอร์ไม่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ จะให้เสียงเบสของเครื่องเสียงทุ้มหนักแน่นกว่าเดิม แม้ท่านจะไม่ได้เปลี่ยนเครื่องเสียงก็ตาม
:: แล้วมันช่วยอะไรได้บ้าง
จากการสัมภาษณ์ผู้ที่ติดตั้งร้อยละเก้าสิบให้ความคิด เห็นว่า อัตราเร่งดีขึ้น เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้นมีแนวโน้มประหยัดน้ำมันมากข ึ้นแต่ไม่กินมากไปกว่าเดิมแน่ ( ยกเว้นแต่จะกระทืบคันเร่งมากกว่าเดิม )
สตาร์ทง่ายขึ้น เสียงดังของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปั้มติ๊ก พัดลมแอร์ เสียงกวนวิทยุลดลง และอีกมากมายมีแต่จะดีขึ้น
มิน่าล่ะนักแต่งรถอเมริกาและญี่ปุ่นถึงนิยมกันนัก อย่างนี้ต้องรีบหามาติดตั้งบ้าง แต่พอไปเจอราคา
แล้วแทบจะเปลี่ยนใจ เพราะราคามีตั้งแต่ 2,000 ไปจนถึง 8,000 บาท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมกันมากในรถแข่ง แต่ที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นเพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่ใช้ส ีสันใช้เป็นสายสีดำจนเรามองผ่านๆ<br />
เป็นส่วนช่วยให้ไฟฟ้ากระแสลบเดินครบวงจรมากขึ้นกว่าก ารใช้ตัวถังรถเป็นส่วนนำไฟฟ้าแบบโรงงาน <span id="more-436"></span><br />
<a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/969272112233.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-437" title="969272112233" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/969272112233-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p>ระบบสายกราวด์ คือการต่อสายไฟ 8 มม หรือ 10 มม.โดยตรงเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ ระบบหัวฉีด ระบบไฟส่องสว่าง ไดชาร์จ เสื้อเกียร์ และตัวถัง เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นๆ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ต้องรอไฟป้อนกลับแบตเตอรี่ เพียงเส้นเดียวจาก<br />
โรงงาน</p>
<p>หลังจากเดินสายกราวด์แล้ว จะทำให้ เครื่องยนต์เดินเรียบ อัตราเร่งดีขึ้นการตอบสนองของเกียร์ราบเรียบ ไฟหน้าสว่างขึ้น แอร์เย็นเร็ว และการต่อของคอมแอร์ จะใช้เวลาสั้นกว่า ทำให้อัตราการกินน้ำมันน้อยลง เนื่องจากคอมแอร์ไม่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ จะให้เสียงเบสของเครื่องเสียงทุ้มหนักแน่นกว่าเดิม แม้ท่านจะไม่ได้เปลี่ยนเครื่องเสียงก็ตาม</p>
<p>:: แล้วมันช่วยอะไรได้บ้าง<br />
จากการสัมภาษณ์ผู้ที่ติดตั้งร้อยละเก้าสิบให้ความคิด เห็นว่า อัตราเร่งดีขึ้น เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้นมีแนวโน้มประหยัดน้ำมันมากข ึ้นแต่ไม่กินมากไปกว่าเดิมแน่ ( ยกเว้นแต่จะกระทืบคันเร่งมากกว่าเดิม )<br />
สตาร์ทง่ายขึ้น เสียงดังของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปั้มติ๊ก พัดลมแอร์ เสียงกวนวิทยุลดลง และอีกมากมายมีแต่จะดีขึ้น<br />
มิน่าล่ะนักแต่งรถอเมริกาและญี่ปุ่นถึงนิยมกันนัก อย่างนี้ต้องรีบหามาติดตั้งบ้าง แต่พอไปเจอราคา<br />
แล้วแทบจะเปลี่ยนใจ เพราะราคามีตั้งแต่ 2,000 ไปจนถึง 8,000 บาท ยิ่งเป็นของสำนักแต่งแรงๆกลับยิ่งแพงมากหน้าตาก็เหมื อนๆ คุณสมบัติใกล้เคียงกัน เก็บสตางค์ไว้เติมน้ำมันดีกว่า<br />
:: รู้จักประโยชน์ และ จุดที่จะติดตั้ง<br />
ก่อนที่เราจะติดตั้งคุณต้องรู้ก่อนว่าจะติดตั้งที่ไห นเพราะอะไรจึงจะมีประโยชน์สูงสุด</p>
<p>1. แบตเตอร์รี่ ที่ขั้วลบเป็นหัวใจหลักของงานเป็นตัวที่เราจะดึงกระแ สไฟฟ้า ไปใช้ในส่วนต่างๆ ของ เครื่องยนต์ และในรถนต์</p>
<p>2. ขั้วดินของไดชารจ์ ไดชารจ์เป็นตัวสร้างกระแสไฟไปเก็บสะสมไว้ที่แบตเตอร์ รี่ ถ้าไฟชารจ์เข้า แบตเตอร์ร ี่ได้ไวขึ้นไดชารจ์จะตัดการทำงานเป็นการลดภาระของเคร ื่องยนต์ มีส่วนให้ประหยัดน้ำมัน ได้มากขึ้น</p>
<p>3. ขั้วกราวน์ของกล่องคอมพิวเตอร์ เป็นศูนย์รวมของกระแสลบที่จะต่อเข้าเซนเซอร์ต่างๆ เช่น กล่องควบคุมเครื่องยนต์ , หัวฉีด , คอยล์ , จานจ่าย ,ปั้มน้ำมัน,เซนเซอร์เครื่องยนต์ ฯลฯ ส่วนใหญ่ ่ทุกเครื่องยนต์จะมีสายรวมกราว์นที่ออกมาจากกล่องคอม พิวเตอร์ เป็นชุดสายไฟยึดลงกราวน์รวมไว้ที่เครื่องโดยอาศัยโลห ะตัวเครื่องเป็นตัวส่งกระแสไฟแต่ตัวเครื่องยนต์นั้นป ระกอบด้วยโลหะหลายชนิด รวมกันทำให้เกิดความต้านทาน ดังนั้นการต่อไฟตรงจะทำให้กล่องและเซนเซอร์ต่างๆ ควบคุมทำงาน ได้เต็มที่ เครื่องยนต์เดินราบเรียบขึ้น อัตราเร่งดีขึ้น</p>
<p>4. สายกราวน์รวมของตัวถังรถยนต์ สังเกตว่าโรงงานจะอาศัยตัวถังรถยนต์ที่เป็นเหล็กเป็น ส่วนนไฟฟ้า แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ จะมีความต้านทานมากสูญเสียพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นจึงควรมองหาสายดินรวมของตัวถังรถยนต์ ส่วนใหญ่แล้วมักต้องไล่ดูจากชุดสายไฟ จะทำให้ระบบไฟต่างๆ ในรถยนต์ทำงานดีขึ้น เช่นไฟหน้าสว่างขึ้น พัดลมไฟฟ้าทำงานแรงขึ้น และอีกมาก</p>
<p>5. สายดินของเครื่องยนต์ แถวๆไดสตาร์ทจะทำให้รถสตาร์ทติดได้ง่ายขึ้น</p>
<p>6. อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเสียง เพาเวอร์แอมป์ ที่เพิ่มเข้าไปจะทำให้ทุกอย่าง ทำงานได้้มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=8234">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=8234</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c-ground-wire.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรองแอร์นั้นสำคัญอย่างไร</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-2.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 09:28:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ann</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=411</guid>
		<description><![CDATA[หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่ารถรุ่นใหม่ เดี๋ยวนี้เค้ามีกรองแอร์แล้ว บางท่านทราบแล้วแต่อาจคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ก็รถเราใช้มาตั้งหลายปีแล้วไม่เห็นมันจะเป็นไรเลย แล้วตกลงมันยังไงกันล่ะเนี่ย

โดยปกติแล้วระบบแอร์ในรถยนต์จะทำงานโดยให้พัดลม (Blower) เป่าอากาศไปที่คอยล์เย็น (Evaporator) แล้วลมจะเป็นตัวนำพาความเย็นจากคอยล์แอร์ มายังผู้โดยสาร (บางระบบจะให้พัดลมดูดความเย็นแล้วเป่าไปที่ผู้โดยสา ร) เมื่อใช้ไปนานๆ ฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น เกสรดอกไม้ เส้นผม ขนสัตว์ จะเข้าไปติดอยู่ที่คอยล์เย็น เกิดผลให้
 1.ลมที่พัดมายังผู้โดยสารเบา แอร์ไม่เย็น ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ เร่งความเย็นมากขึ้น เป็นผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
 2.สิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ตรงคอยล์เย็น เล็ดลอดมายังผู้โดยสาร ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ในบางคน
 3.เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปเกาะคอยล์เย็นมากๆ บางครั้งเกาะจนแข็ง ตอนใช้งานปกติก็ไม่เป็นอะไร
แต่เมื่อถึงเวลาไปล้างแอร์ ปรากฎว่าคอยล์เย็นรั่ว (ประมาณ 30-40% และขึ้นอยู่กับความสกปรกของตู้แอร์) เนื่องจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ ได้ไปกัดกร่อนแผงคอยล์เย็นทำให้เกิดรูรั่วโดยที่ฝุ่น เหล่านั้นอุดรูรั่วอยู่ แต่หลังล้างแอร์สิ่งสกปรกที่อุดรูรั่วเหล่านั้นถูกล้างออกไป คอยล์เย็นรั่ว ทำให้แอร์ไม่เย็น


ดังนั้นวิศวกรยานยนต์จึงได้คิดค้น Air Filter เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นเกาะคอยล์เย็น โดยออกแบบตู้แอร์ ให้ใส่ Filter ได้ เพื่อให้ Air Filter กรองสิ่งสกปรก ก่อนที่จะเข้าไปถึงคอยล์เย็น

ประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่ารถรุ่นใหม่ เดี๋ยวนี้เค้ามีกรองแอร์แล้ว บางท่านทราบแล้วแต่อาจคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ก็รถเราใช้มาตั้งหลายปีแล้วไม่เห็นมันจะเป็นไรเลย แล้วตกลงมันยังไงกันล่ะเนี่ย</p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/12.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-410" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/12-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a></p>
<p>โดยปกติแล้วระบบแอร์ในรถยนต์จะทำงานโดยให้พัดลม (Blower) เป่าอากาศไปที่คอยล์เย็น (Evaporator) แล้วลมจะเป็นตัวนำพาความเย็นจากคอยล์แอร์ มายังผู้โดยสาร (บางระบบจะให้พัดลมดูดความเย็นแล้วเป่าไปที่ผู้โดยสา ร) เมื่อใช้ไปนานๆ ฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น เกสรดอกไม้ เส้นผม ขนสัตว์ จะเข้าไปติดอยู่ที่คอยล์เย็น เกิดผลให้<span id="more-411"></span><br />
 1.ลมที่พัดมายังผู้โดยสารเบา แอร์ไม่เย็น ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ เร่งความเย็นมากขึ้น เป็นผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น<br />
 2.สิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ตรงคอยล์เย็น เล็ดลอดมายังผู้โดยสาร ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ในบางคน<br />
 3.เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปเกาะคอยล์เย็นมากๆ บางครั้งเกาะจนแข็ง ตอนใช้งานปกติก็ไม่เป็นอะไร<br />
แต่เมื่อถึงเวลาไปล้างแอร์ ปรากฎว่าคอยล์เย็นรั่ว (ประมาณ 30-40% และขึ้นอยู่กับความสกปรกของตู้แอร์) เนื่องจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ ได้ไปกัดกร่อนแผงคอยล์เย็นทำให้เกิดรูรั่วโดยที่ฝุ่น เหล่านั้นอุดรูรั่วอยู่ แต่หลังล้างแอร์สิ่งสกปรกที่อุดรูรั่วเหล่านั้นถูกล้างออกไป คอยล์เย็นรั่ว ทำให้แอร์ไม่เย็น</p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/26.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-412" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/26-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/31.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-413" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/31-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ดังนั้นวิศวกรยานยนต์จึงได้คิดค้น Air Filter เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นเกาะคอยล์เย็น โดยออกแบบตู้แอร์ ให้ใส่ Filter ได้ เพื่อให้ Air Filter กรองสิ่งสกปรก ก่อนที่จะเข้าไปถึงคอยล์เย็น</p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/43.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-414" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/43-300x95.jpg" alt="" width="300" height="95" /></a></p>
<p>ประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้ง Air Filter<br />
-สามารถกรองฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และเชื้อราในอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้<br />
-ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอยล์เย็นไม่ทำให้แอร์ตันจาก ฝุ่น ยืดระยะเวลาการล้างตู้แอร์<br />
-ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์แอร์ เนื่องจากตู้แอร์ไม่มีฝุ่น<br />
จึงสามารถทำความเย็นได้เร็วขึ้น เป็นผลให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานน้อยลง<br />
-ลดปัญหาเสียงดังอี๊ดอ๊าดจากการถอดเข้า-ออก ของคอลโซลเพื่อล้างตู้แอร์ในรถ<br />
-ทำให้เบาะและคอลโซลในรถยนต์ไม่หมองเร็ว เพราะฝุ่นละอองในอากาศ</p>
<p>เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7776">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7776</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เครื่องหลวม…ซื้อหรือซ่อมดี&#8221;</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:23:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=406</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องยนต์อันเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนของรถยนต์ทุ กคัน ชิ้นส่วนที่จะ
ต้องทำงานอยู่ทุกวินาที ย่อมมีการสึกหรออย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ารถคัน ใดจะใหม่หรือเก่า ก็หนีไม่
พ้นการหมดอายุ การใช้งานของเครื่องยนต์ ปัญหาที่จะต้องพบก็คือ จะทำอย่างไร ให้รถกลับไปมี
เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์อย่างคุ้มค่าเงินที่สุด และมี 2 ทางเลือกที่จะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ คือ การ
ซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า และเปลี่ยนเครื่องยนต์(ใช้แล้ว)ตัวใหม่ ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือก ต่างมีข้อดีและ
ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป


การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)
ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ฟิตเครื่อง” เป็นทางเลือกที่อู่ซ่อมรถชอบและแนะนำให้ลูกค้าเลือกว ิธีนี้
เพราะการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะต้องมีการรื้อชิ้นส่วน เพื่อวิเคราะห์การสึกหรอ และตัดสินใจ
เลือกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ การที่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่มอบหมายให้อู่หาซื้ออะไห ล่ให้นั้น เป็นการเปิด
ทางให้อู่สามารถ “บวกราคาอะไหล่” หรือ ซื้ออะไหล่ของเทียม แต่เก็บเงินในราคาอะไหล่แท้
อย่าคิดจะจับผิดในจุดนี้ เพราะอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มักจะสนิทสนมกับร้านอะไหล่จนเ ป็นปกติ จะให้ลง
ราคาในใบเสร็จเท่าไรก็ได้ บางครั้งไม่ได้เปลี่ยน แต่มีรายการอะไหล่อยู่ในใบเสร็จก็ยังมี และอย่าคิด
ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกซื้ออะไหล่เอง อู่บริการจะมีข้อแม้ว่า เจ้าของรถไม่ชำนาญพอ และอาจทำ
ให้งานล่าช้า ถ้าซื้ออะไหล่มาไม่ครบหรือซื้อผิดรุ่นการบวกราคาค่าอ ะไหล่ในใบเสร็จร้านอะไหล่บางครั้ง
ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย เพราะบางแห่งบวกกันกว่า 50-100% เรื่องอย่างนี้อยู่ที่จรรยาบรรณนอกจากอู่
ซ่อมรถจะได้กำไรจากการบวกราคาค่าอะไหล่ ยังมีการบวกคาใช้จ่ายในส่วนของ “โรงกลึง” อีก
หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ท้ายสุดยังได้ค่าแรงรื้อประกอบอีก 2,000-3,000 บาท (ค่าแรงเปลี่ยนเครื่อง
เพียง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องยนต์อันเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนของรถยนต์ทุ กคัน ชิ้นส่วนที่จะ</p>
<p>ต้องทำงานอยู่ทุกวินาที ย่อมมีการสึกหรออย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ารถคัน ใดจะใหม่หรือเก่า ก็หนีไม่</p>
<p>พ้นการหมดอายุ การใช้งานของเครื่องยนต์ ปัญหาที่จะต้องพบก็คือ จะทำอย่างไร ให้รถกลับไปมี</p>
<p>เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์อย่างคุ้มค่าเงินที่สุด และมี 2 ทางเลือกที่จะต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ คือ การ</p>
<p>ซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า และเปลี่ยนเครื่องยนต์(ใช้แล้ว)ตัวใหม่ ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือก ต่างมีข้อดีและ</p>
<p>ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป<span id="more-406"></span></p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/908000114756.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-407" title="908000114756" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/908000114756-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/490998H22A5SPD.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-408" title="490998H22A5SPD" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/490998H22A5SPD-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p>การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)</p>
<p>ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ฟิตเครื่อง” เป็นทางเลือกที่อู่ซ่อมรถชอบและแนะนำให้ลูกค้าเลือกว ิธีนี้</p>
<p>เพราะการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะต้องมีการรื้อชิ้นส่วน เพื่อวิเคราะห์การสึกหรอ และตัดสินใจ</p>
<p>เลือกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ การที่เจ้าของรถยนต์ส่วนใหญ่มอบหมายให้อู่หาซื้ออะไห ล่ให้นั้น เป็นการเปิด</p>
<p>ทางให้อู่สามารถ “บวกราคาอะไหล่” หรือ ซื้ออะไหล่ของเทียม แต่เก็บเงินในราคาอะไหล่แท้</p>
<p>อย่าคิดจะจับผิดในจุดนี้ เพราะอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มักจะสนิทสนมกับร้านอะไหล่จนเ ป็นปกติ จะให้ลง</p>
<p>ราคาในใบเสร็จเท่าไรก็ได้ บางครั้งไม่ได้เปลี่ยน แต่มีรายการอะไหล่อยู่ในใบเสร็จก็ยังมี และอย่าคิด</p>
<p>ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกซื้ออะไหล่เอง อู่บริการจะมีข้อแม้ว่า เจ้าของรถไม่ชำนาญพอ และอาจทำ</p>
<p>ให้งานล่าช้า ถ้าซื้ออะไหล่มาไม่ครบหรือซื้อผิดรุ่นการบวกราคาค่าอ ะไหล่ในใบเสร็จร้านอะไหล่บางครั้ง</p>
<p>ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย เพราะบางแห่งบวกกันกว่า 50-100% เรื่องอย่างนี้อยู่ที่จรรยาบรรณนอกจากอู่</p>
<p>ซ่อมรถจะได้กำไรจากการบวกราคาค่าอะไหล่ ยังมีการบวกคาใช้จ่ายในส่วนของ “โรงกลึง” อีก</p>
<p>หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ท้ายสุดยังได้ค่าแรงรื้อประกอบอีก 2,000-3,000 บาท (ค่าแรงเปลี่ยนเครื่อง</p>
<p>เพียง 1,000-1,500 บาทเท่านั้น)การเลือกวิธีซ่อมเครื่องเก่า จะต้องเสียเวลาประมาณ 3-7 วัน กับค่าใช้</p>
<p>จ่ายสูงลิบ และยากแก่การควบคุม เพราะจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักการ “ฟัน” ของอู่ อีกทั้งยังต้องลุ้น</p>
<p>กับฝีมือช่างอีกด้วยภาพการสึกหรอของเครื่องยนต์ จะเป็นตัวกำหนดทางเลือกที่ดี ขีดจำกัดอยู่</p>
<p>ที่ “การสึกหรอของกระบอกสูบและชาฟท์(แบริ่ง)”</p>
<p>ถ้ากระบอกสูบมีการสึกหรอจนไม่สามารถใช้ลูกสูบชุดเดิม ได้ การกลึงคว้านเพื่อเปลี่ยนลูกสูบใหญ่ขึ้น</p>
<p>หมายถึงค่าใช้จ่าย…โรงกลึง, ลูกสูบ และแหวนลูกสูบ ฯลฯการคว้านกระบอกสูบในภายหลังนี้ จะไม่มี</p>
<p>การ “ชุบแข็ง” ที่ผิวกระบอกสูบเดิมที่ถูกคว้านออกไปที่มีการชุบแข็ง จากโรงงานผู้ผลิต</p>
<p>ผิวกระบอกสูบที่ไม่ได้ชุบแข็ง จะมีอัตราการสึกหรอมากกว่ามาตรฐาน เครื่องยนต์จะมีอายุการใช้งาน</p>
<p>สั้นลง และไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปการเลือกวิธีการซ่ อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ</p>
<p>เป็นเครื่องยนต์ของรถยุโรป ที่มีปริมาณเครื่องยนต์เก่าซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายกันน้ อยและมีราคาสูง แต่ถ้า</p>
<p>เป็นรถญี่ปุ่น เครื่องยนต์ในตลาดอะไหล่เก่าให้เลือกมาก และอย่างจุใจ</p>
<p>อีกประการก็คือ การเลือกฟิตเครื่องเก่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกสูบ, แบริ่ง (ชาฟท์) และ</p>
<p>วาล์ว รวมถึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะถ้าค่าใช้จ่ายในการฟิตเครื่องสูงกว่า 50% ของราคาเครื่องเก่า</p>
<p>ในเชียงกง</p>
<p>สิ่งที่ควรระวังก็คือ อู่บริการส่วนใหญ่ มักจะประเมินราคาค่าซ่อมขั้นต้นไว้ เพื่อจูงใจให้</p>
<p>เลือกวิธีซ่อมเครื่องยนต์เก่า แต่เมื่อลงมือไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจะบานปลายจนไม่สามารถควบคุมได้ ด้วย</p>
<p>ข้ออ้างที่ว่า “ทำครั้งเดียวทำดี ๆ ไปเลย” ซึ่งถึงเวลานั้นก็คงกลับตัวกันไม่ทัน เพราะเครื่องก็ถูกรื้อออก</p>
<p>มาแล้ว อย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จ<br />
การเปลี่ยนเครื่องยนต์</p>
<p>ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องยนต์ใช้แล้วของรถญี่ปุ่น มีให้เลือกซื้ออย่างแพร่หลายในราคาที่น่าสนใจ โดย</p>
<p>แหล่งใหญ่ตอนนี้อยู่ที่เซียงกงบางนารองลงมาก็เซียงกง ปทุมวันบริเวณหลังสนามกีฬาแห่งชาติ</p>
<p>และที่สี่แยกหลักสี่ในชื่อเรียก “เชียงกงหลักสี่” นอกจากนั้น ยังมีที่เซียงกงรังสิตและร้านเล็ก ๆ กระจาย</p>
<p>อยู่ตามตึกแถวทั่วกรุงเทพฯ</p>
<p>เครื่องยนต์ที่ถูกนำเข้ามา จะเป็นเครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น ถูกถอดออกมาจากรถยนต์ที่</p>
<p>ถูกทิ้งในป่าช้ารถในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมักใช้รถกันเพียง 3-5 ปี เพราะในญี่ปุ่นรถมีราคาถูก แต่ค่า</p>
<p>ซ่อมแพง ถ้าใครทนใช้เกินระยะเวลานี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง การต่อทะเบียน ตรวจสภาพ</p>
<p>ประกันภัย ฯลฯ จนทางเลือกในการซื้อรถใหม่เป็นทางที่คุ้มค่ากว่า</p>
<p>การใช้งานในระยะเวลา 3-5 ปี มิได้หมายความว่ารถยนต์จะผ่านการใช้งานอย่างหฤโหดเป็ นแสน ๆ</p>
<p>กิโลเมตรแบบคนไทย เพราะระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม คนญี่ปุ่นหลายคน จึงใช้รถยนต์แค่วันเสาร์-</p>
<p>อาทิตย์เท่านั้น</p>
<p>นอกจากรถยนต์ที่ถูกทิ้งด้วยสาเหตุที่กล่าวมา ก็มีรถยนต์ที่ถูกทิ้งเพราะเกิดอุบัติเหตุ “ไม่คุ้มค่าซ่อม”</p>
<p>บริษัทประกันภัยจะเคลมรถใหม่ให้แก่ลูกค้า พร้อมกับทิ้งรถเก่าเข้าป่าช้ารถไป</p>
<p>อย่าคิดว่ารถที่ถูกทิ้งจะต้องถูกชนยับแบบเมืองไทย เพราะการ “ไม่คุ้มค่าซ่อม” ของญี่ปุ่น คือ การ</p>
<p>ชนในส่วนที่ไขน็อตเปลี่ยนไม่ได้ ในเมื่อค่าแรงแพงมาก จะมาดึงมาเคาะโป๊วสีนั้นไม่คุ้มแน่ บางครั้ง แค่</p>
<p>ชนท้ายยุบหรือเสาประตูงอรถก็ถูกทิ้งกันแล้ว</p>
<p>ถ้าอุบัติเหตุไม่เกิดขึ้นจนทำให้เครื่องยนต์เสียหาย เครื่องยนต์ก็จะถูกถอดลำเลียงมาจำหน่ายในเมือง</p>
<p>ไทย เช่นเดียวกับรถประเภทแรกที่เจ้าของทิ้งเพราะไม่อยากต ่อทะเบียน</p>
<p>บางครั้งรถก็เกิดอุบัติเหตุหลังผ่านการใช้งานเพียงไม ่กี่เดือนหรือยังไม่พ้นระยะ “รันอิน” ด้วย</p>
<p>ซ้ำไป ถ้าใครโชคดีได้ซื้อเครื่องลักษณะนี้ก็เท่ากับซื้อเคร ื่องใหม่ในราคาเครื่องเก่า</p>
<p>เครื่องยนต์ที่ถูกส่งเข้ามาขายจะปะปนกันระหว่าง “รถทิ้ง” กับ “รถชน” ซึ่งก็ไม่มีใครจด</p>
<p>จำกันได้แม้แต่ผู้ขายเอง</p>
<p>แต่เครื่องยนต์ส่วนใหญ่จะมีสภาพไม่ต่ำกว่า 50-70% อย่างแน่นอน คาดคะเนได้จากการใช้งานโดย</p>
<p>เฉลี่ยของคนในเมืองหลวงวันละ 30-40 กิโลเมตร (ไป-กลับลาดพร้าว-ฝั่งธนบุรี) 1 ปีจะถูกใช้ประมาณ</p>
<p>14,000 กม. 4 ปีก็ 56,000 กม. ยังเหลือให้เราใช้อีกกว่า 50%</p>
<p>บางเครื่องอาจจะถูกใช้น้อยกว่านี้ เพราะเป็นที่ถูกทิ้งเพราะการชน อีกทั้งการแข่งขันของกลุ่มผู้ค้า</p>
<p>อะไหล่เก่าก็รุนแรงขึ้น จนต้องมีการคัดสรรเครื่องยนต์ที่มีสภาพดีมาจำหน่าย</p>
<p>ความคุ้มค่าของการเลือกซื้อเครื่องยนต์ใหม่ (ใช้แล้ว) อยู่ที่เทคนิคการเลือกซื้อ เพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่</p>
<p>มีอายุการใช้งานเหลืออยู่มากที่สุด<br />
ข้อดีของการเลือกเปลี่ยนเครื่องยนต์</p>
<p>ความแน่นอนในการประกอบชิ้นส่วน – ช่างในโรงงานผู้ผลิตย่อมเหนือกว่าฝีมือช่างตามอู่ทั่ วไป</p>
<p>ในกรณี “ฟิตเครื่อง” จะต้องลุ้นในฝีมือช่างประกอบด้วย อะไหล่ดีหมดแต่ฝีมือไม่ดีก็พังได้</p>
<p>การควบคุมค่าใช้จ่าย – ค่าใช้จ่ายหลักมีเพียงค่าเครื่อง, ค่าหัวเทียน, ผ้าคลัตช์, น้ำมันเครื่อง ทางอู่</p>
<p>บริการไม่สามารถบวกค่าอะไหล่ได้มากเท่ากับการฟิตเครื ่อง ลดค่าแรงการฟิตเครื่อง 3,000-5,000</p>
<p>บาท มาเป็นค่าเปลี่ยนเครื่อง 2,000 –3,000 บาทเท่านั้น</p>
<p>ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการฟิตเครื่องยนต์ – การฟิตเครื่องที่จะได้เครื่องสมบูรณ์ใกล้ 100% ที่สุด จำเป็นต้อง</p>
<p>ใช้อะไหล่แท้ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว ราคาอะไหล่ทั้งหมด แพงกว่าราคาเครื่อง 1 ตัวอีก และถึงแม้จะใช้</p>
<p>อะไหล่แท้และประกอบดีเพียงใด เครื่องยนต์ที่เสร็จออกมาก็จะได้แค่ “ใกล้” 100% หรือประมาณ 80-</p>
<p>90% เท่านั้นเอง เพราะหลายชิ้นส่วนมีการสึกหรอแล้ว</p>
<p>อะไหล่เหลือเก็บ – ควรเก็บเครื่องยนต์เก่ากลับมาบ้าน (ถ้ามีที่เก็บ) เพราะอะไหล่ต่าง ๆ อาจนำ</p>
<p>มาใช้ได้ในอนาคต ถ้าที่เก็บไม่พอ ให้ถอดอะไหล่ชิ้นต่าง ๆ ออกมาเก็บไว้ เช่น ไดชาร์จ, ไดสตาร์ท,</p>
<p>คาร์บูเรเตอร์, จานจ่าย, สายหัวเทียน, ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง, ฟลายวีล, ทวีคลัตช์, ผ้าคลัตช์, ปั๊มน้ำ</p>
<p>ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้เสมือนผลกำไรของเรา อนาคตถ้าชิ้นส่วนเหล่านี้เสียก็จะมีอะไหล่ใช้โดยไม่ต ้อง</p>
<p>ซื้อ</p>
<p>ประหยัดเวลา – การเปลี่ยนเครื่องใช้เวลาเพียง 1-2 วัน สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องลำบากเสีย</p>
<p>ค่าเดินทางหลายวัน ต่างจากการฟิตเครื่องที่ใช้เวลา 3-7 วัน</p>
<p>Credit : sawangsangtam<br />
เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16961">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16961</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e2%80%a6%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้เรื่องลูกสูบ และ แหวน</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 08:14:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=404</guid>
		<description><![CDATA[ลูกสูบ (PISTON)
ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลงภายในกระบอกสูบ เพื่อดำเนินกลวัตรในจังหวะประจุ
ไอดี อัดส่วนผสม จุดระเบิด และคายไอเสียหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของลูกสูบก็คือ
รับแรงกดดันจากการเผาไหม้และส่งกำลังนี้ไปสู่เพลาข้อ เหวี่ยงโดยผ่านก้านสูบ
ลูกสูบนั้นยังได้รับความร้อน และอุณหภูมิที่สูงที่สุดที่กระทำอยู่ตลอดเวลาและ
จะต้องสามารถคงทนต่อการทำงานที่รอบสูงเป็นเวลานานๆได ้ ลูกสูบโดยปกติ
ทำมาจากโลหะผสมอลูมิเนียม ซึ่งมีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพในการ
ระบายความร้อนได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่นชื่อของชิ้นส่วน ต่างๆ ของลูกสูบมีแสดง
อยู่ในภาพประกอบด้านล่างนี้
ระยะช่องว่างของลูกสูบ (ระยะห่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ)
เมื่อลูกสูบถูกทำให้ร้อนชื้น มันจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย เป็นผลให้เส้นผ่าศูนย์
กลางขยายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในเครื่องยนต์ทุกเครื่องจึงมีระยะช่องว่า งระหว่าง
ลูกสูบกับกระบอกสูบที่เหมาะสมในที่อุณหภูมิห้อง (25 ํ ช,77 ํ ฟ) ระยะนี้
เรียกว่าระยะช่องว่างลูกสูบ ระยะช่องว่างลูกสูบนี้จะผกผันไปขึ้นอยู่กับประเภท
ของเครื่องยนต์ แต่ระยะตามปรกติจะเริ่มจาก 0.02 ถึง 0.12 มม. (0.0008 ถึง
0.0047 นิ้ว) ลูกสูบจะมีลักษณะเรียวเป็นเทเปอร์เล็กน้อย คือระยะเส้ยผ่าศูนย์
กลางมีหัวลูกสูบจะเล็กกว่าส่วนล่างของลูกสูบเล็กน้อย ดังนั้นระยะช่องว่าง
ของลูกสูบจึงกว้างมากที่สุดที่หัวลูกสูบ และแคบที่สุดที่ส่วนล่างของลูกสูบ
สำคัญ
ระยะช่องว่างของลูกสูบมีจุดที่วัดแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ
เครื่องยนต์ดูคู่มือการซ่อมประกอบเพื่อหาจุดที่วัดระ ยะช่องว่างลูกสูบ
ระยะช่องว่างลูกสูบนี้มีความสำคัญมาก เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างถูก
ต้องและมีสมรรถนะที่ดีขึ้น ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมีน้อย จะทำให้ไม่มีระยะ
ช่องว่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบร้อนขึ้นจะเป็นเหตุให้ลูกสูบติด
กับกระบอกสูบได้ ซึ่งจากผลนี้สามารถทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายได้
ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมากเกินไป ในทางตรงกันข้ามกำลังดันที่เกิดจากการ
เผาไหม้ และแรงดันของแก๊สที่เผาไหม้จะตกลง ทำให้สมรรถนะของเครื่อง
ยนต์ลดลง
แหวนลูกสูบ (PISTON RING)
แหวนลูกสุบจะถูกประกอบไว้ในร่องแหวนลูกสูบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภาย
นอกของแหวนลูกสูบจะใหญ่กว่าลูกสูบเองเล็กน้อยเมื่อปร ะกอบเข้ากับลูกสูบ
คุณสมบัติในการยืดและหดตัวของแหวน ฯ ทำให้มันขยายตัวเพื่อที่จะแนบให้
สนิทกับผนังกระบอกสูบ แหวนลูกสูบต้องทำด้วยโลหะที่ทนต่อการสึกหรอสูง
จำพวกเหล็กหล่อพิเศษชุบโครเมี่ยม เพื่อว่าแหวนลูกสูบจะไม่ขูดให้กระบอก
สูบเป็นรอย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ลูกสูบ (PISTON)<br />
ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลงภายในกระบอกสูบ เพื่อดำเนินกลวัตรในจังหวะประจุ<br />
ไอดี อัดส่วนผสม จุดระเบิด และคายไอเสียหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของลูกสูบก็คือ<br />
รับแรงกดดันจากการเผาไหม้และส่งกำลังนี้ไปสู่เพลาข้อ เหวี่ยงโดยผ่านก้านสูบ<br />
ลูกสูบนั้นยังได้รับความร้อน และอุณหภูมิที่สูงที่สุดที่กระทำอยู่ตลอดเวลาและ<br />
จะต้องสามารถคงทนต่อการทำงานที่รอบสูงเป็นเวลานานๆได ้ ลูกสูบโดยปกติ<br />
ทำมาจากโลหะผสมอลูมิเนียม ซึ่งมีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพในการ<br />
ระบายความร้อนได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่นชื่อของชิ้นส่วน ต่างๆ ของลูกสูบมีแสดง<br />
อยู่ในภาพประกอบด้านล่างนี้<span id="more-404"></span></p>
<p>ระยะช่องว่างของลูกสูบ (ระยะห่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ)<br />
เมื่อลูกสูบถูกทำให้ร้อนชื้น มันจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย เป็นผลให้เส้นผ่าศูนย์<br />
กลางขยายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในเครื่องยนต์ทุกเครื่องจึงมีระยะช่องว่า งระหว่าง<br />
ลูกสูบกับกระบอกสูบที่เหมาะสมในที่อุณหภูมิห้อง (25 ํ ช,77 ํ ฟ) ระยะนี้<br />
เรียกว่าระยะช่องว่างลูกสูบ ระยะช่องว่างลูกสูบนี้จะผกผันไปขึ้นอยู่กับประเภท<br />
ของเครื่องยนต์ แต่ระยะตามปรกติจะเริ่มจาก 0.02 ถึง 0.12 มม. (0.0008 ถึง<br />
0.0047 นิ้ว) ลูกสูบจะมีลักษณะเรียวเป็นเทเปอร์เล็กน้อย คือระยะเส้ยผ่าศูนย์<br />
กลางมีหัวลูกสูบจะเล็กกว่าส่วนล่างของลูกสูบเล็กน้อย ดังนั้นระยะช่องว่าง<br />
ของลูกสูบจึงกว้างมากที่สุดที่หัวลูกสูบ และแคบที่สุดที่ส่วนล่างของลูกสูบ<br />
สำคัญ<br />
ระยะช่องว่างของลูกสูบมีจุดที่วัดแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ<br />
เครื่องยนต์ดูคู่มือการซ่อมประกอบเพื่อหาจุดที่วัดระ ยะช่องว่างลูกสูบ</p>
<p>ระยะช่องว่างลูกสูบนี้มีความสำคัญมาก เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างถูก<br />
ต้องและมีสมรรถนะที่ดีขึ้น ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมีน้อย จะทำให้ไม่มีระยะ<br />
ช่องว่างระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบร้อนขึ้นจะเป็นเหตุให้ลูกสูบติด<br />
กับกระบอกสูบได้ ซึ่งจากผลนี้สามารถทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายได้<br />
ถ้าหากว่าระยะช่องว่างมากเกินไป ในทางตรงกันข้ามกำลังดันที่เกิดจากการ<br />
เผาไหม้ และแรงดันของแก๊สที่เผาไหม้จะตกลง ทำให้สมรรถนะของเครื่อง<br />
ยนต์ลดลง</p>
<p>แหวนลูกสูบ (PISTON RING)<br />
แหวนลูกสุบจะถูกประกอบไว้ในร่องแหวนลูกสูบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภาย<br />
นอกของแหวนลูกสูบจะใหญ่กว่าลูกสูบเองเล็กน้อยเมื่อปร ะกอบเข้ากับลูกสูบ<br />
คุณสมบัติในการยืดและหดตัวของแหวน ฯ ทำให้มันขยายตัวเพื่อที่จะแนบให้<br />
สนิทกับผนังกระบอกสูบ แหวนลูกสูบต้องทำด้วยโลหะที่ทนต่อการสึกหรอสูง<br />
จำพวกเหล็กหล่อพิเศษชุบโครเมี่ยม เพื่อว่าแหวนลูกสูบจะไม่ขูดให้กระบอก<br />
สูบเป็นรอย จำนวนแหวนลูกสูบแปรผันไปตามชนิดของเครื่องยนต์ โดยปรกติ<br />
จะมีจำนวนสามถึงสี่แหวนต่อลูกสูบหนึ่งลูก</p>
<p>แหวนลูกสูบมีหน้าที่ที่สำคัญสามประการคือ ทำหน้าที่ป้องกันส่วนผสมอากาศ<br />
และเชื้อเพลิงรั่วออกจากช่องว่างระหว่างลูกสูบกับกระ บอกสูบ กับห้องเพลาข้อ<br />
เหวี่ยง ในระหว่างจังหวะอัดและจุดระเบิด หน้าที่ที่สองคือป้องกันน้ำมันเครื่องที่<br />
หล่อลื่นด้านข้างของลูกสูบกับกระบอกสูบ มิให้เล็ดรอดเข้าไปในห้องเผาไหม้<br />
หน้าที่สุดท้ายคือ ถ่ายเทความร้อนจากลูกสูบไปสู่ผนังกระบอกสูบ เพื่อช่วย<br />
ให้ลูกสูบเย็นลง</p>
<p>แหวนอัด<br />
แหวนอัดนี้ป้องกันการรั่วของส่วนผสมอากาศและเชื้อเพล ิงและแก๊สที่เกิด<br />
จากห้องเผาไหม้ระหว่างจังหวะอัด และจุดระเบิดมิให้ลงสู่ห้องเพลาข้อเหวี่ยง<br />
จำนวนของแหวนอัดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องยนต์ โดยทั่วไปลูกสูบ<br />
หนึ่งลูกจะมีแหวนอัดสองตัว ซึ่งเรียกว่า &#8220;แหวนอัดตัวบน&#8221; และ &#8220;แหวนอัด<br />
ตัวที่สอง&#8221; แหวนอัดจะมีลักษณะเป็นเทเปอร์ ดังนั้นขอบล่างของมันจึง<br />
สัมผัสกับผนังกระบอกสูบ การออกแบบเช่นนี้เพื่อให้เกิดการสัมผัสที่แนบ<br />
สนิทกันเป็นอย่างดี ระหว่างแหวนและกระบอกสูบ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่<br />
กวาดน้ำมันเครื่องออกจากผนังกระบอกสูบได้อย่างมีประส ิทธิภาพ<br />
สำคัญ<br />
แหวนลูกสูบจะมีหมายเลข &#8220;1&#8243; หรือ&#8221;2&#8243; อยู่บนตัวมัน หมายเลข &#8220;1&#8243;<br />
มีความหมายว่า แหวนตัวบน และหมายเลข &#8220;2&#8243; คือแหวนตัวที่สอง<br />
ดังนั้นการประกอบจึงต้องให้หมายเลขนี้หงายขึ้นด้านบน</p>
<p>แหวนกวาดน้ำมัน<br />
แหวนกวาดน้ำมันกวาด ทำให้เกิดฟิล์มของน้ำมันที่จำเป็นต่อการหล่อลื่นผิว<br />
ระหว่างลูกสูบ และผนังกระบอกสูบ และกวาดน้ำมันส่วนที่เกินออก เพื่อ<br />
ป้องกันมิให้น้ำมันหลุดเข้าไปในห้องเผาไหม้ แหวนกวาดน้ำมันบางครั้ง<br />
เรียกว่า แหวนที่สาม มีอยู่ด้วยกันสองชนิดคือ แหวนกวาดน้ำมันแบบรวม<br />
กับแบบสามชิ้น ซึ่งแบบสามชิ้นนั้นเป็นที่นิยมใช้มากกว่า</p>
<p>แบบรวม<br />
แหวนกวาดน้ำมันแบบรวมนี้จัดให้มีรูน้ำมันไหลกลับ ที่มีขนาดเท่ากันอยู่<br />
โดยรอบมากมาย รวมทั้งรูน้ำมันก็ถูกจัดให้อยู่ตามร่องแหวนกวาดนี้ด้ วย<br />
น้ำมันส่วนที่เกินจะถูกกวาดออก โดยแหวนกวาด โดยไหลเข้าไปในรู<br />
เหล่านี้ และไหลกลับเข้าสู่ด้านในของลูกสูบ</p>
<p>แบบสามชิ้น<br />
แหวนกวาดน้ำมันแบบสามชิ้นนี้ประกอบด้วย แผ่นกวาดด้านข้าง เพื่อกวาด<br />
น้ำมันส่วนเกินออก และตัวทางซึ่งดันให้แผ่นกวาดด้านข้างแนบสนิทกับ<br />
กระบอกสูบ และร่องแหวน แหวนกวาด น้ำมันแบบสามชิ้นนี้ ทำหน้าที่เช่น<br />
เดียวกับแบบรวม</p>
<p>ช่องว่างปากแหวน<br />
แหวนลูกสูบจะขยายตัวเมื่อร้อนในลักษณะเดียวกับลูกสูบ ด้วยเหตุนี้<br />
แหวนลูกสูบจึงมีปากตัดที่เดียว และเมื่อประกอบเข้าภายในกระบอกสูบ<br />
จะเหลือช่องว่างที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า ช่องว่างปากแหวน ระยะช่องว่างนี้<br />
จะแปรผันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่อง แต่ปกติจะอยู่ในช่วง 0.2 ถึง 0.5มม.<br />
(0.008 ถึง 0.020 นิ้ว) ที่อุณหภูมิปกติ<br />
สำคัญ<br />
ถ้าระยะช่องว่างปากแหวนมากเกินไป จะทำให้กำลังอัดของ<br />
เครื่องยนต์ตกถ้าระยะปากแหวนแคบเกินไป สามารถทำให้<br />
เครื่องยนต์ติดได้ เพราะว่าปลายของแหวนจะติดกัน เนื่อง<br />
จากการขยายตัวจากความร้อน ทำให้แหวนโก่งขึ้น ทำให้<br />
ผนังของกระบอกสูบชำรุด<br />
เครดิต<br />
<a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16184">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16184</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูสีเขม่าปลายท่อ</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 07:59:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html</guid>
		<description><![CDATA[อยากที่บอกไปว่า ปลายท่อ บอกอาการ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่ คนที่ดูรถชั้นครูได้ถ่ายทอดวิธีให้ผมรับรู้มา และก็ยังจำติดตัวไว้ เพราะไม่มากไม่มาย แต่ผลที่ได้ ค่อนข้างแน่นอนครับ
กับปลายท่อบอกอาการ
เคยสังเกตุ เขม่าปลายท่อ กันมั้ยครับ
เขม่าเหล่านั้น ก็คือ ผลจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์นั่นเอง และด้วย การที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ส่วนผสมที่ดี บอกได้แน่นอนกับคำว่า &#8220;เครื่องสมบูรณ์&#8221; และ &#8220;วิ่งเต็ม&#8221; แต่ว่า เราเอง จะใช้การทราบจากการจูนเพียงอย่างเดียว ไม่มากพอหรอกครับ
เพราะส่วนผสมในการเผาไหม้นั้น หนาไป บางไป บางที รอบมันก็กวาดพรวดๆ วิ่งได้ดี จนเราอาจไม่ทราบความจริงกันเลยก็ได้
ดังนั้น คราบเขม่าที่จับอยู่ นี่แหละ คือหลักฐานที่จะบอกได้ว่า รถเรา วิ่งดีจริงหรือยัง
ร่องรอยที่ 1 เขม่าสีเทาเกือบขาวหรือขาวแห้งๆ เลย
นี่คือการบ่งบอกถึง ส่วนผสมในการเผาไหม้ ที่บางเกินไป หรือ องศาไฟจุดระเบิด ที่แรงเกินครับ(ไฟแก่ไป) อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา การเผาไหม้ ที่ส่วนผสมบางเกินไปนั้น โอกาสเกิดความเสียหายต่อ ลูกสูบ และ ความร้อนสะสม จะมีสูงมากนะครับ หากเกิดจาก ไฟที่แก่จัด และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อยากที่บอกไปว่า ปลายท่อ บอกอาการ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่ คนที่ดูรถชั้นครูได้ถ่ายทอดวิธีให้ผมรับรู้มา และก็ยังจำติดตัวไว้ เพราะไม่มากไม่มาย แต่ผลที่ได้ ค่อนข้างแน่นอนครับ<br />
กับปลายท่อบอกอาการ<br />
เคยสังเกตุ เขม่าปลายท่อ กันมั้ยครับ<br />
เขม่าเหล่านั้น ก็คือ ผลจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์นั่นเอง และด้วย การที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ส่วนผสมที่ดี บอกได้แน่นอนกับคำว่า &#8220;เครื่องสมบูรณ์&#8221; และ &#8220;วิ่งเต็ม&#8221; แต่ว่า เราเอง จะใช้การทราบจากการจูนเพียงอย่างเดียว ไม่มากพอหรอกครับ<br />
เพราะส่วนผสมในการเผาไหม้นั้น หนาไป บางไป บางที รอบมันก็กวาดพรวดๆ วิ่งได้ดี จนเราอาจไม่ทราบความจริงกันเลยก็ได้<br />
ดังนั้น คราบเขม่าที่จับอยู่ นี่แหละ คือหลักฐานที่จะบอกได้ว่า รถเรา วิ่งดีจริงหรือยัง<br />
ร่องรอยที่ 1 เขม่าสีเทาเกือบขาวหรือขาวแห้งๆ เลย<br />
นี่คือการบ่งบอกถึง ส่วนผสมในการเผาไหม้ ที่บางเกินไป หรือ องศาไฟจุดระเบิด ที่แรงเกินครับ(ไฟแก่ไป) อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา การเผาไหม้ ที่ส่วนผสมบางเกินไปนั้น โอกาสเกิดความเสียหายต่อ ลูกสูบ และ ความร้อนสะสม จะมีสูงมากนะครับ หากเกิดจาก ไฟที่แก่จัด และ ส่วนผสมที่บางเกิน อาจเกิดการสึกหรอ หรือ ส่งผลทำให้ หัวลูกสูบทะลุได้ และ ความร้อนสะสมในเครื่องที่มากเกินไป มีผลเสียมากในการวิ่งระยะยาวๆ นะครับ ดังนั้น หากพบว่า เขม่าปลายท่อนั้น ขาวแ้ห้งๆ ล่ะก็ การปรับจูนโดยการเพิ่ม ส่วนผสมให้หนาขึ้นอีกนิด จะเป็นคำตอบที่ดี ในการช่วยลดปัญหานี้ได้ครับ<br />
ร่องรอยที่ 2 เขม่าสีดำเข้ม มีคราบเขม่าแห้งๆ สีดำติดที่ปลายท่อและรอบนอก<br />
เคยเห็นรถดีเซลปรับปั๊มมะ ท่อดำตะมิดตะหมี เหมือน &#8230; ของสตรีผู้โชกโชน (หมายถึงผิวสาวผิวดำที่ต้องทำงานตากแดดแรงๆทั้งวัน นะ) อ่า ไอ้ท่อปลายเขม่าดำปิ้ดปี๋ นี่แหละครับ ที่มาของคำว่า หนาเกินเหตุ บางคนบอก บ้านรวย ไม่กลัว แดกจัดไม่ว่า ขอให้วิ่ง ความคิดนั้น ผิดนะครับ เพราะ ส่วนผสมที่หนาเกินไปนั้น จะไปแย่งในส่วนของอากาศที่จะเข้ามาผสม เพื่อให้ได้กำลังอัดที่พอเหมาะ และ ทำให้เครื่องยนต์ มีสัดส่วนการเผาไหม้ที่ผิดเพี้ยน และ เผาไหม้ไม่หมดจด ด้วย ดังนั้น การจูฯที่หนาเกินไปนั้น นอกจาก รถจะไม่วิ่งแล้ว ยังส่งผลถึง คราบเขม่าที่จะจับหนาตาม วาล์ว หัวลูกสูบ ทางเดินไอเสีย และ หัวเทียน ส่งผลให้หัวเทียนบอดได้ง่ายขึ้น และ ถ้าไปจับตามหัวลูกสูบ ก็มีผลให้ สัดส่วนในห้องเผาไหม้ลดลงอีก (เป็นที่มาของการวิ่งไม่ออก) และ ถ้าไปจับที่วาล์ว และ บ่าวาลว์มากๆ ก็ส่งผลถึงบ่าวาล์วสกปรก วาล์วปิดไม่สนิท กำลังอัด ตกอีกนะครับ ดังนั้น ส่วนสมที่หนาเกินไปนั้น ไม่มีผลดีหรอกครับ นอกจากเปลืองน้ำมัน เท่านั้นเอง เปลี่ยน ทัศนะคติไหม่กันนะครับ ความพอดี นั่นคือ สัจจะธรรมที่เที่ยงแท้ บนโลกใบนี้ครับ <span id="more-398"></span><br />
ร่องรอยที่ 3 อันตราย<br />
เขม่าดำมาก มีคราบเหนียวติดอยู่ที่ท่อและปลายท่อรอบนอก ลักษณะเป็น คราบน้ำมันแฉะๆ<br />
อย่างที่บอกเลยครับ อันตราย ชั้นครูเลยครับ เพราะนั่นคือที่มาของการ สึกหรอ และ หลวม รวมถึง มีปัญหาหนักๆภายในเครื่องงยนต์แล้วครับ เพราะคราบเหนียวๆ แฉะๆ ที่ได้มานั่นก็คือ น้ำมันเครื่อง ที่ปนออกมาในปริมาณที่เยอะเกินไป นั่นคือ สาเหตุของการหลวมของเครื่องยนต์ครับ ถ้าเจออาการนี้ แต่ยังไม่มีควันขาวปน อย่ารอให้มีครับ รีบเปิดฝาเช็คภายในกันเลยครับ ก่อนที่มันจะสายเกินแก้<br />
ร่องรอยที่ 4 นี่สิเจ๋งจริง<br />
เขม่าที่ติด เป็นสีเทาจางๆ ไม่เข้มมาก แห้งๆ เมื่อป้ายออกมาเป็นเขม่าเหมือนผงถ่านแห้งๆ ละเอียด นี่แหละครับ เครื่องยนต์ที่ สมบูรณ์แบบที่สุด</p>
<p>เครดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=19045">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=19045</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้เรื่องเกจ์</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Mar 2010 08:53:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=395</guid>
		<description><![CDATA[1. มาตรวัดบูสต์ (BOOTS METER)
มาตรวัดตัวนี้จะเห็นในรถยนต์แทบทุก คันที่มี การติดตั้งเทอร์โบเข้าไป รวมถึงรถยนต์ที่มีเทอร์โบมาจากโรงงานก็อาจจะมีตัวนี้ มาให้ เนื่องจากมันเป็นตัวบ่งบอกสำคัญให้ผู้ขับขี่ทราบว่า มีแรงดันอากาศ หรือแรงบูสต์เข้ามายังเครื่องยนต์มากน้อยเพียงไร มาตรวัดตัวนี้โดยปกติบนหน้าปัด จะมีค่าตัวเลขด้านล่างขึ้นมาที่ 0 ซึ่งเป็นค่าของ แวคคั่ม หรือ แรงดันลบ และจาก 0 ขึ้นไป จะเป็นของเทอร์โบ หรือ แรงดันบวก และในส่วนของเทอร์โบนี่เองที่จะเป็นส่วนบ่งบอกว่า เทอร์โบ กำลังทำงานอยู่สำหรับการดูค่าอัตราบูสต์เทอร์โบนั้น ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดเดินช้ามาก เป็นตัวแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า เทอร์โบมีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้ไอเสียที่ไปปั่นใบเทอร์โบไม่พอ การแก้ไขก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นแคมฯ องศาสูง
รือไม่ก็เปลี่ยนจังหวะ ของวาล์วเป็นต้น นอกจากนี้หากบนมาตรวัดชี้ว่ามีแรงบูสต์สูงเกินไปจากท ี่มีการตั้งค่าเอาไว้ ก็อาจจะสรุปได้ว่าเกิดปัญหาขึ้นที่สปริงวาล์วของเวสต ์เกต ที่เป็นตัวควบคุมแรงดันบูสต์ของเทอร์โบเป็นต้น สำหรับมาตรวัดอัตราการบูสต์นี้ อาจจะมีค่าการวัดไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจบ่งบอกค่าการวัดเป็น Bar (บาร์) หรือว่า psi (ปอนด์) อีกทั้งค่าสูงสุดของมาตรวัดบูสต์ ก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการ
2. มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ (WATER TEMP METER)
สำหรับมาตรวัดความร้อน ตามปกติในรถธรรมดาทั่วไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. มาตรวัดบูสต์ (BOOTS METER)</p>
<p>มาตรวัดตัวนี้จะเห็นในรถยนต์แทบทุก คันที่มี การติดตั้งเทอร์โบเข้าไป รวมถึงรถยนต์ที่มีเทอร์โบมาจากโรงงานก็อาจจะมีตัวนี้ มาให้ เนื่องจากมันเป็นตัวบ่งบอกสำคัญให้ผู้ขับขี่ทราบว่า มีแรงดันอากาศ หรือแรงบูสต์เข้ามายังเครื่องยนต์มากน้อยเพียงไร มาตรวัดตัวนี้โดยปกติบนหน้าปัด จะมีค่าตัวเลขด้านล่างขึ้นมาที่ 0 ซึ่งเป็นค่าของ แวคคั่ม หรือ แรงดันลบ และจาก 0 ขึ้นไป จะเป็นของเทอร์โบ หรือ แรงดันบวก และในส่วนของเทอร์โบนี่เองที่จะเป็นส่วนบ่งบอกว่า เทอร์โบ กำลังทำงานอยู่สำหรับการดูค่าอัตราบูสต์เทอร์โบนั้น ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดเดินช้ามาก เป็นตัวแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า เทอร์โบมีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้ไอเสียที่ไปปั่นใบเทอร์โบไม่พอ การแก้ไขก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นแคมฯ องศาสูง<br />
รือไม่ก็เปลี่ยนจังหวะ ของวาล์วเป็นต้น นอกจากนี้หากบนมาตรวัดชี้ว่ามีแรงบูสต์สูงเกินไปจากท ี่มีการตั้งค่าเอาไว้ ก็อาจจะสรุปได้ว่าเกิดปัญหาขึ้นที่สปริงวาล์วของเวสต ์เกต ที่เป็นตัวควบคุมแรงดันบูสต์ของเทอร์โบเป็นต้น สำหรับมาตรวัดอัตราการบูสต์นี้ อาจจะมีค่าการวัดไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจบ่งบอกค่าการวัดเป็น Bar (บาร์) หรือว่า psi (ปอนด์) อีกทั้งค่าสูงสุดของมาตรวัดบูสต์ ก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการ<span id="more-395"></span><br />
2. มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ (WATER TEMP METER)</p>
<p>สำหรับมาตรวัดความร้อน ตามปกติในรถธรรมดาทั่วไป ก็จะมีติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว<br />
แต่ ว่ารถยนต์ทั่วไปนั้นอาจไม่ได้อ่อนไหวในเรื่องของความ ร้อนมากนัก ค่าแสดงให้เห็นจึงไม่ละเอียดมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะทางโรงงานตั้งใจทำมาอย่างนั้น เพื่อคนขับจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เกจความร้อนขยับสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความร้อนขึ้นค่อนข้างมาก ทว่าถ้าเป็นในรถธรรมดา อาจจะยังไม่ก่อปัญหามากนัก ขณะที่รถยนต์ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบและมีการโมดิฟ าย หรือปรับบูสต์ เรื่องปัญหาความร้อนมีความสำคัญมาก เพราะอาจหมายถึงความเสียหายที่เกิดกับเครื่องยนต์ได้ เลยทีเดียว โดยปกติ เซ็นเซอร์ ที่ใช้วัดความร้อนของเครื่องยนต์จะติดตั้งอยู่ตรงท่อ น้ำที่ออกจากเครื่อง ซึ่งอุณหภูมิโดยปกติที่เครื่องยนต์ทำงานควรจะอยู่ที่ ราว 90-100 องศาเซลเซียส และควรควบคุมไม่ให้สูงขึ้นเกินไปกว่า 120 องศาเซลเซียส หากว่าอุณหภูมิยังสูงขึ้นก็พอมีวิธีแก้ไขคือ เพิ่มขนาดของหม้อน้ำให้ใหญ่ขึ้น เปิดกันชนหน้าให้ลมผ่านเข้าหม้อน้ำได้ง่ายขึ้น หรือไม่ก็เจาะสคูปดักลมบนฝากระโปรงหน้า ให้ลมเข้ามาเป่าห้องเครื่อง วิธีการเหล่านี้พอจะสามารถทำให้เครื่องยนต์เย็นได้บ้ างเหมือนกัน<br />
3. มาตรวัดรอบ (TACHO METER) RPM</p>
<p>สำหรับ มาตรวัดรอบ ก็เหมือนกับมาตรวัดความร้อน คือรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งมาให้จากโรงงานอยู่แ ล้ว แต่สาเหตุที่มีบางคนต้องไปติดเพิ่มอาจจะมาจากเหตุผลต ่างกันไป บางคนอาจคิดว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งสร้างความสวยงาม หรือความเท่ แต่กับบางคนอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ อย่างรถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายเปลี่ยนไปใช้แคมฯ องศาสูงมาก ๆ จนทำให้สามารถเร่งรอบได้มากกว่าเดิม ซึ่งวัดรอบที่มีติดมากับรถ ไม่สามารถแสดงข้อมูลได้เพียงพอ จึงต้องหาอันใหม่มาติดเข้าไป หรือในรถยนต์ที่ทำขึ้นมาสำหรับการแข่งขันควอเตอร์ไมล ์ซึ่งจังหวะการเปลี่ยน เกียร์ ถือเป็นสิ่งที่ต้องการให้ความสำคัญมาก การตัดสินแพ้ชนะอยู่ที่เวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ดังนั้นมาตรวัดรอบที่มาพร้อมไฟเตือน จึงกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยได้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการแพ้ชนะไม่ได้เพียงอุปกรณ์ที่ว่าเท่าน ั้น จังหวะฝีมือ สมาธิ ในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว ่า<br />
4. มาตรวัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (OIL TEMP METER)</p>
<p>อุณหภูมิ น้ำมันเครื่อง มีความสำคัญมากพอสมควร เพราะถือว่ามีผลกระทบกับเครื่องยนต์โดยตรง หากว่าอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องสูงเกินไป เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องจะขึ้นอยู่กับคุณภาพ ของน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งในตลาดน้ำมันเครื่องแยกเป็นหลายประเภท มีทั้งแบบทนความร้อนสูงที่อุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส ส่วนบางประเภทอุณหภูมิแค่ 110 องศาเซลเซียส ก็ทนไม่ไหวกลายสภาพเป็นน้ำก็มี โดยปกติของอุณหภูมิน้ำมันเครื่องจะสูง-ต่ำ<br />
ไปในแนวทางเดียวกับอุณหภูมิ ของเครื่องยนต์หรืออุณหภูมิหม้อน้ำ ซึ่งถ้าความร้อนของน้ำขึ้น อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องก็จะขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ในสภาพการใช้งานเครื่องยนต์ควรรักษาอุณหภูมิข องน้ำมันเครื่องให้อยู่ ในช่วง 80-110 องศาเซลเซียส ถ้าหากอุณหภูมิสูงขึ้นไปเกิน 120 องศาเซลเซียส ควรทำให้เย็นลงก่อนจึงใช้งานเครื่องยนต์ต่อไป สำหรับทางออกในการช่วยรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง รถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายมักมีการใส่ OIL COOLER เข้าไปช่วยก็ทำให้อุณหภูมิน้ำมันเครื่องไม่สูงเกินไป<br />
5. มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง (OIL PRESSURE METER)</p>
<p>มาตร วัดตัวนี้จะมีส่วนสำคัญในการแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของ น้ำมันเครื่อง โดยค่าที่แสดงออกมาให้เห็นจะเป็นเวลาที่เครื่องยนต์ท ำงานในรอบสูงๆหรือขณะ ที่เครื่องยนต์ มีอุณหภูมิในการทำงาน เพราะเมื่อน้ำมันเครื่องเจอเข้ากับความร้อนสูง ๆ จะถูกหลอมให้เหลวลง และถ้าน้ำมันเครื่องเหลวมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพความหล่อลื่นก็จะลดลงการสึกหรอ จนถึงการ ระบายความร้อนก็จะลดประสิทธิภาพลงตามไปด้วย ดังนั้นการตรวจสอบตรงจุดนี้จึงมีความสำคัญ ซึ่งมาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกข้อมู ลนี้ได้ โดยในการแสดงข้อมูลให้เห็นนั้น หากว่ามีแรงดูดน้อย ที่เรียกว่า &#8220;แรงดันต่ำ&#8221; จะถือว่าการหล่อลื่นไม่ดี เพราะแสดงถึงว่าน้ำมันเครื่องเหลวมาก ใช้แรงดูดน้อยก็ไหลเข้ามาแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าน้ำมันเครื่องมีความหนืดมาก แรงดูดก็ต้องใช้แรงมาก เรียกว่า &#8220;แรงดันสูง&#8221; จะสังเกตได้ว่าเวลาที่น้ำมันเครื่องยังคงเย็น มาตรวัดจะแสดงว่ามีแรงดันสูง แต่เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำมันเครื่องคลายความหนืดลง ความดันก็จะเริ่มต่ำลงมา สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปในขณะวิ่ง แรงดันน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ประมาณ<br />
3 &#8211; 4 kg/cm2 หรือหากสูงมากก็ไม่ควรจะเกิน 6 kg/cm2<br />
6. มาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสีย (EX. TEMP METER)</p>
<p>อุณหภูมิ ของท่อไอเสีย หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ การทำงานของเครื่องยนต์ ทว่าในความเป็นจริงมันมีส่วนที่สัมพันธ์กับแรงดันน้ำ มัน หรือการไหลของอากาศสำหรับรถที่ผ่านการโมดิฟาย นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ ก็คือ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเบนซิน ซึ่งปริมาณน้ำมันเบนซินจะมากจะน้อย ก็สามารถวัดได้จากมาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสียนี่เอง ซึ่งหากมีการปรับน้ำมันให้อ่อนลง จะทำให้อุณหภูมิของท่อไอเสียเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามน้ำมันแก่ อุณหภูมิของท่อไอเสีย ก็จะต่ำลง ดังนั้นมาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย จึงสามารถบอกข้อมูลของรถในขณะวิ่งได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไป มาตรวัดอากาศไหลเข้า หรือว่ามาตรวัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ใช้บอกข้อมูลในทางเดียวกัน<br />
7. มาตรวัดแรงดันเชื้อเพลิง (FUEL PRESSURE METER)</p>
<p>สำหรับ มาตรวัดตัวนี้ใช้เป็นตัวเช็คแรงดันน้ำมันเชื้อ เพลิงว่า ในขณะที่เหยียบคันเร่งแล้วน้ำมันขึ้นมาตามปริมาณที่เ ราออกแรงกดลงไปบนคัน เร่งหรือไม่ สำหรับคนที่ใช้รถแบบปรกติหรือใช้บนถนนทั่วไป มาตรวัดตัวนี้คงจะไม่จำเป็น อย่างไรก็ดีหากว่า ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดเกิดมีปัญหาขึ้นมา มาตรวัดที่บอกค่าของแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถเป็นตัวบอกความผิดปกติได้ วิธีดูมาตรวัดตัวนี้ จะใช้ดูค่าในขณะที่รถยนต์ติดเครื่องเดินเบาเป็นหลัก สำหรับรถยนต์ที่มีเทอร์โบติดตั้งอยู่ด้วยค่าของแรงดั นนี้จะขึ้นไปตามอัตรา การบูสต์ เช่น ค่าที่วัดได้ในขณะเดินเบามีค่าเป็น 3 บาร์ แต่เมื่อเทอร์โบบูสต์ไป 1 บาร์<br />
ค่าบนของมาตรวัดจะชี้ไปที่ 4 บาร์ ซึ่งหากว่าแรงดันนี้ตกลง นั่นหมายถึงว่าขนาดของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉี ดที่ใช้ไม่เพียงพอ เสียแล้ว ดังนั้นมาตรวัดตัวนี้จึงมีความจำเป็นไม่น้อยสำหรับรถ ยนต์เทอร์โบ ซึ่งผู้ขับขี่ความสังเกตค่าแรงดันในขณะที่เดินเบาเป็ นหลัก และสังเกตว่าแรงดันน้ำมัน นั้นขึ้นไปตามอัตราการบูสต์หรือไม่<br />
8. มาตรวัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง (A/F METER)</p>
<p>มาตร วัดตัวนี้เป็นการเช็คความสมดุลระหว่างอากาศกับ น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ A/F คืออัตราส่วนระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งโดยทั่วไปอัตราส่วนตามหลักการนี้จะต้องมีค่าเท่า กับ 14 ในขณะที่เครื่องเดินเบา เลข 14 ก็จะหมายถึงอากาศ 14 ส่วน/น้ำมัน 1 ส่วน ซึ่งจะผสมอยู่ในห้องเผาไหม้สำหรับจุดระเบิด และค่านี้จะต่ำลงไปในขณะที่มีการเร่งเนื่องจากปริมาณ น้ำมันเพิ่มขึ้น และค่า A/F นี้จะสูงขึ้นในขณะที่ทำการถอนคันเร่ง โดยค่า A/F นี้จะถูกแบ่งออกเป็น &#8220;บาง&#8221; กับ &#8220;หนา&#8221; ซึ่งถ้าต้องการทำให้รถแรงขึ้น ก็ต้องปรับให้ค่า A/F ให้มีค่าที่บางลง คือการปรับให้น้ำมันน้อยลง-อากาศมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปรับในลักษณะดังกล่าว ก็มีผลทำให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ค่า A/F ไม่ควรสูงเกินกว่า 12 เพราะนั่นหมายความว่าน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยเกินไป ซึ่งในรถที่มีการโมดิฟาย ควรจะให้มีค่า A/F ขณะเร่งอยู่ในช่วง 10.5- 11.5 ก็พอ<br />
9. แวคคั่ม มิเตอร์ (VACUUM METER)</p>
<p>มาตรวัด VACCUM ตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ในมาตรวัดตัวเดียวกับมาตรวัดอัตราบูสต์ เทอร์โบ มาตรวัดตัวนี้จะตอบสนองกับ อัตราการเหยียบคันเร่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเช็คความสิ้นเปลืองน้ำมันได้เ หมือนกัน สำหรับการดูค่าของมาตรวัดตัวนี้ต้องดูเวลา เครื่องเดินเบา ซึ่งจะดูได้จากค่าสุญญากาศ ถ้าค่าสุญญากาศนี้มีมาก ก็จะถือได้ว่าเครื่องยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ ไม่รั่วซึม แต่ถ้าค่านี้ลดลงไปมาก นั่นก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม มาตรวัดตัวนี้จึงเป็นมาตรวัดที่อาจมีไว้เช็คสภาพของเ ครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้ในขณะเครื่องยนต์เดินเบาถ้าเข็มบนมาตรวัดนี้บ อกค่าไม่ถึง 300 cmHg นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเครื่องยนต์มีสภาพย่ำแย่ โดยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ที่มีความสมบูรณ์ค่าตัวนี้จะอยู่ที่ประมาณ 450 cmHg<br />
เครดิต.http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=16724</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออยล์คูลเลอร์มีประโยชน์ และ หน้าที่อย่างไร</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Mar 2010 08:42:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[ออยล์คูเลอร์ ( OIL COOLER )
แปลตรงตัวเลยมันก็คือ ตัวทำเย็นน้ำมันเครื่อง ที่เราเห็นรถแรงๆ
มักหามาใส่กันอันที่จริงแล้วมันก็มีประโยชน์มากแต่ใน การที่ติดตั้งไม่ถูกหลักมันก็อาจจะ
กลายเป็นโทษได้เหมือนกัน เรามารูจักหน้าที่การทำงานและประโยชน์กันก่อนดีกว่า
น้ำมันเครื่องที่เราใช้อยู่มีหน้าที่ในการลดการเสียด สีของชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์
เพื่อให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอน้อยที่สุดโดยอาศัยฟิ ล์มบางๆของน้ำมันเครื่องเข้าไปแทรก
ในช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆเช่น เพลาข้อเหวี่ยง แหวนสูป ก้านสูป เพลาราวลิ้น แคมชาร์ป
และส่วนอื่นๆอีก น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีสารในการยึดเกาะโลหะได้ดี แต่ก็จะทำงานได้ที่
อุณหภูมิที่กำหนดเท่านั้น น้ำมันเครื่องที่มีราคาแพงจะสามารถทำหน้าที่ในการหล่ อลื่นที่
ี่อุณหภูมิสูงๆได้ดีและใช้ได้ยาวนานกว่าเพราะมีการเป ลี่ยนแปลงคุณสมบัติน้อย น้ำมันเครื่อง
ที่มีราคาถูกจะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิที่กำหนดแต่พออุ ณหภูมิสูงขึ้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
คุณสมบัติเหลวใสขึ้นในขณะที่เครื่องต้องทำงานหนักขึ้ น ความร้อนเกิดขึ้นสูง โลหะในเครื่องยนต์เกิดการขยายตัว ดังนั้นโอกาสที่โลหะจะเกิดการกระทบกันเป็นไปได้มาก
และเกิดความเสียหายขึ้น
 

หน้าที่
ออยล์คูเลอร์มีหน้าที่ในการช่วยระบายความร้อนของน้ำม ันเครื่องที่หมุนเวียนอยู่ในเครื่องยนต์ของเรา
ให้เย็นลง ภายในท่อภายในออยล์คูลเลอร์จะมีครีบเล็กๆให้น้ำมันเค รื่องไหลผ่าน และอาศัยอากาศ
จากภายนอกไหลมากระทบกับท่อน้ำมันซึ่งจะมีครีบบางๆเพื ่อนำพาความร้อนออกมาระบายให้เย็นตัวลง
ออยล์คูเลอร์มีอยู่ 2 ชนิด
1. ชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำ พวกนี้จะติดตั้งมาจากโรงงาน มักจะติดอยู่กับกรองน้ำมันเครื่อง
โดยทำเป็นอแดปเตอร์ ต่อขึ้นมาก่อนแล้วใช้น้ำจากหม้อน้ำไหลผ่านมาระบายควา มร้อน
หรือติดตั้งอยู่กับเสื้อสูปในเครื่องที่ออกแบบมาในจุ ดที่มีน้ำและน้ำมันเครื่องไหลผ่าน
พวกนี้มักทำด้วยสแตนเลสเพื่อทนต่อการกัดกร่อนของน้ำแ ต่ระบายความร้อนได้ไม่ค่อยดี
2. ชนิดระบายความร้อนด้วยอากาศ มี 2 แบบ ที่ทำด้วยทองแดงโดยท่อภายใน
และภายนอกทำด้วยทองแดงทั้งสิ้นพวกนี้ จะทนทานกว่า มีน้ำหนักมากกว่า แต่การระบายความร้อน
จะระบาย ได้น้อย และแบบที่สองทำด้วยอลูมิเนียม พวกนี้มีน้ำหนักน้อยกว่า
ความแข็งแรงน้อยกว่า แต่การระบายความร้อนดีกว่ามาก

การติดตั้ง
ส่วนมากแล้วในเครื่องยนต์ดีเซลมักจะมีการติดตั้ง
มาอยู่แล้วเพราะเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องที่มี
ความร้อนสูง และในเครื่องเทอร์โบส่วนมากก็มักจะ
ติดตั้งมาให้แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นแบบระบาย
ความร้อนด้วยน้ำและถ้าแบบระบายความร้อน ด้วย
อากาศมักจะมีขนาดเล็กเครื่องยนต์ที่ติดตั้งแบบ
ระบายความร้อนด้วยอากาศมาแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ออยล์คูเลอร์ ( OIL COOLER )</p>
<p>แปลตรงตัวเลยมันก็คือ ตัวทำเย็นน้ำมันเครื่อง ที่เราเห็นรถแรงๆ<br />
มักหามาใส่กันอันที่จริงแล้วมันก็มีประโยชน์มากแต่ใน การที่ติดตั้งไม่ถูกหลักมันก็อาจจะ<br />
กลายเป็นโทษได้เหมือนกัน เรามารูจักหน้าที่การทำงานและประโยชน์กันก่อนดีกว่า<span id="more-385"></span></p>
<p>น้ำมันเครื่องที่เราใช้อยู่มีหน้าที่ในการลดการเสียด สีของชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์<br />
เพื่อให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอน้อยที่สุดโดยอาศัยฟิ ล์มบางๆของน้ำมันเครื่องเข้าไปแทรก<br />
ในช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆเช่น เพลาข้อเหวี่ยง แหวนสูป ก้านสูป เพลาราวลิ้น แคมชาร์ป<br />
และส่วนอื่นๆอีก น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีสารในการยึดเกาะโลหะได้ดี แต่ก็จะทำงานได้ที่<br />
อุณหภูมิที่กำหนดเท่านั้น น้ำมันเครื่องที่มีราคาแพงจะสามารถทำหน้าที่ในการหล่ อลื่นที่<br />
ี่อุณหภูมิสูงๆได้ดีและใช้ได้ยาวนานกว่าเพราะมีการเป ลี่ยนแปลงคุณสมบัติน้อย น้ำมันเครื่อง<br />
ที่มีราคาถูกจะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิที่กำหนดแต่พออุ ณหภูมิสูงขึ้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง<br />
คุณสมบัติเหลวใสขึ้นในขณะที่เครื่องต้องทำงานหนักขึ้ น ความร้อนเกิดขึ้นสูง โลหะในเครื่องยนต์เกิดการขยายตัว ดังนั้นโอกาสที่โลหะจะเกิดการกระทบกันเป็นไปได้มาก<br />
และเกิดความเสียหายขึ้น</p>
<p> <a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/1.bmp"><img class="alignleft size-full wp-image-386" title="1" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/1.bmp" alt="" /></a></p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/21.bmp"><img class="alignleft size-full wp-image-387" title="2" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/21.bmp" alt="" /></a></p>
<p>หน้าที่</p>
<p>ออยล์คูเลอร์มีหน้าที่ในการช่วยระบายความร้อนของน้ำม ันเครื่องที่หมุนเวียนอยู่ในเครื่องยนต์ของเรา<br />
ให้เย็นลง ภายในท่อภายในออยล์คูลเลอร์จะมีครีบเล็กๆให้น้ำมันเค รื่องไหลผ่าน และอาศัยอากาศ<br />
จากภายนอกไหลมากระทบกับท่อน้ำมันซึ่งจะมีครีบบางๆเพื ่อนำพาความร้อนออกมาระบายให้เย็นตัวลง</p>
<p>ออยล์คูเลอร์มีอยู่ 2 ชนิด</p>
<p>1. ชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำ พวกนี้จะติดตั้งมาจากโรงงาน มักจะติดอยู่กับกรองน้ำมันเครื่อง<br />
โดยทำเป็นอแดปเตอร์ ต่อขึ้นมาก่อนแล้วใช้น้ำจากหม้อน้ำไหลผ่านมาระบายควา มร้อน<br />
หรือติดตั้งอยู่กับเสื้อสูปในเครื่องที่ออกแบบมาในจุ ดที่มีน้ำและน้ำมันเครื่องไหลผ่าน<br />
พวกนี้มักทำด้วยสแตนเลสเพื่อทนต่อการกัดกร่อนของน้ำแ ต่ระบายความร้อนได้ไม่ค่อยดี</p>
<p>2. ชนิดระบายความร้อนด้วยอากาศ มี 2 แบบ ที่ทำด้วยทองแดงโดยท่อภายใน<br />
และภายนอกทำด้วยทองแดงทั้งสิ้นพวกนี้ จะทนทานกว่า มีน้ำหนักมากกว่า แต่การระบายความร้อน<br />
จะระบาย ได้น้อย และแบบที่สองทำด้วยอลูมิเนียม พวกนี้มีน้ำหนักน้อยกว่า<br />
ความแข็งแรงน้อยกว่า แต่การระบายความร้อนดีกว่ามาก</p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/31.bmp"><img class="alignleft size-full wp-image-388" title="3" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/31.bmp" alt="" /></a></p>
<p>การติดตั้ง</p>
<p>ส่วนมากแล้วในเครื่องยนต์ดีเซลมักจะมีการติดตั้ง<br />
มาอยู่แล้วเพราะเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องที่มี<br />
ความร้อนสูง และในเครื่องเทอร์โบส่วนมากก็มักจะ<br />
ติดตั้งมาให้แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นแบบระบาย<br />
ความร้อนด้วยน้ำและถ้าแบบระบายความร้อน ด้วย<br />
อากาศมักจะมีขนาดเล็กเครื่องยนต์ที่ติดตั้งแบบ<br />
ระบายความร้อนด้วยอากาศมาแล้ว เราสามารถ<br />
หาซื้อแบบที่ดีกว่าและใหญ่กว่ามาติดตั้งแทนได้เลย<br />
แต่ในเครื่องที่ระบายความร้อนด้วยน้ำมักต้องถอด<br />
ของเดิมออกก่อนและหาอแดปเตอร์มาต่อในจุด<br />
ที่เคยใส่กรองน้ำมันเครื่อง และต่อสาย มายังตัว<br />
ใส่กรองน้ำมันเครื่องด้านนอก แล้วในตัวอแดปเตอร์<br />
จะมีสายแยกแพื่อจะเข้าไปยังออยล์คูลเลอร์อีกที<br />
การติดตั้งต้องอยู่ในจุดรับลมที่จะมาระบายความร้อนได ้ดี ไม่เสียงต่อการกระแทกกับพื้น ล้อรถยนต์<br />
ทำความสะอาดง่าย หรือสามารถเพิ่มพัดลมไฟฟ้ามาระบายความร้อนได้ยิ่งดี ท่อยางควรใช้<br />
้สายทนแรงดัน จำพวกสายไฮโดรลิค หรือสายสแตนเลสถัก หัวต่อต้องเป็นหัวสายแบบทนแรงดันสูง<br />
เท่านั้น การเดินสายต้องระวังจุดหมุนหรือจุดเสียดสีทุกจุดหรือ มีวัสดุมาป้องกันเพื่อป้องกันการฉีกแตก<br />
หรือติดตั้งเกจ์วัดแรงดันไว้คอยเตือนเมื่อเกิดการแตก รั่ว</p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/41.bmp"><img class="alignleft size-full wp-image-389" title="4" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/41.bmp" alt="" /></a></p>
<p><a href="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/5.bmp"><img class="alignleft size-full wp-image-390" title="5" src="http://www.haarod.com/article/wp-content/uploads/2010/03/5.bmp" alt="" /></a></p>
<p>ข้อดี<br />
ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี มีความสำคัญพอๆกับหม้อน้ำเพราะถ้าน้ำมันเครื่องเย็น<br />
มีผลทำให้อุณหภูมิของเครื่องเย็นลงด้วย ยืดอายุของน้ำมันเครื่องให้สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้ น<br />
ข้อควรระวัง<br />
ต้องคำนึงด้วยว่าปั้มน้ำมันเครื่องของเรามีเเรงดันเพ ียงพอหรือไม่เพราะจะทำให้แรงดันน้ำมันเครื่องลดลง<br />
อาจต้องเปลี่ยนปั้มน้ำมันเครื่อง การติดตั้งต้องใช้วัสดุอย่างดีและจุดที่ปลอดภัยที่สุ ดถ้าเกิดการแตกรั่ว<br />
น้ำมันเครื่องจะถูกดันออกจากเครื่องอย่างรวดเร็วจนเร าไม่ทันรู้ตัวเครื่องก็พังเสียแล้ว เมื่อติดตั้งแล้ว<br />
ควรวัดระดับน้ำมันเครื่อง เพราะต้องเพิ่มน้ำมันเครื่องอีก 1 – 2 ลิตร<br />
ที่มา Thaispeedcar.com<br />
เคดิต <a href="http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=18541">http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=18541</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

