Browsing ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์'s Archives »»

เครื่องสตาร์ตไม่ติด – ต้องบอกช่างละเอียดกว่านี้

no comment Posted by ann

 

       เมื่อเครื่องของรถมีปัญหา เครื่องสตาร์ตไม่ติด หลายคนนึกว่าบอกแค่นี้พอ ทั้งที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อบอกช่างหรือขอความช่วยเหลือที่ละเอียดกว่านี้ เพราะแค่บอกว่าเครื่องสตาร์ตไม่ติด จะไม่สามารถสื่อถึงอาการของปัญหาที่แท้จริงได้
       
       ++ ไม่ใช่ช่าง จึงไม่รู้เรื่องกลไก++
       
       เจ้าของรถหรือผู้ขับส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้เรื่องกลไกในรถ หรือรู้ก็แค่งูๆ ปลาๆ รู้ตัวดีว่าไม่ใช่ช่าง เมื่อรถเกิดปัญหาหรือเสียก็หัวเสียพออยู่แล้ว คิดแต่เพียงว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร และเมื่อเจอใครที่พอลุ้นว่าจะช่วยได้ ก็จะรีบบอกอาการของปัญหาสั้นๆ ว่า เครื่องสตาร์ตไม่ติด โดยไม่บอกถึงรายละเอียดว่าเครื่องไม่ติดแบบไหน เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ช่าง จะไปรู้อะไรละเอียดได้อย่างไร ถ้ารู้มากก็คงซ่อมเองไปแล้ว
       
       ในความเป็นจริง เมื่อรถเสีย ควรพยายามดูและบอกถึงอาการของปัญหาที่เกิดขึ้นให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้ช่างหรือใครที่จะช่วย สามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาตีวงแคบเข้ามาได้ การบอกถึงอาการเสียอย่างละเอียด เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะไม่ใช่เป็นการพยายามแก้ไขปัญหาที่ตนเองไม่ถนัด

 

       ++ เครื่องสตาร์ตไม่ติด มีหลายอาการแตกต่างกัน++
       
       แม้คำว่าเครื่องสตาร์ตไม่ติด ดูเหมือนจะมีอาการเดียว คือ เมื่อบิดกุญแจแล้ว เครื่องไม่ทำงานตามปกติ ไม่สามารถขับรถออกไปได้ในความเป็นจริง เครื่องสตาร์ตไม่ติด มีหลายอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ
       
       1. บิดกุญแจแล้วเครื่องไม่หมุน มีเสียงดังแชะๆ หรือไม่ดังเลย
       2. บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนอืดๆ ช้ากว่าปกติ แล้วก็ไม่ยอมทำงานเอง หมุนได้อืดๆ จากแรงของไดสตาร์ตเมื่อบิดกุญแจค้างอยู่เท่านั้น
       3. บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนเร็วตามปกติด้วยแรงของไดสตาร์ต แต่ไม่หมุนเอง ปล่อยกุญแจแล้วก็หยุดหมุน
       
       แต่ละอาการของปัญหา มีต้นเหตุและวิธีแก้ไข รวมถึงความยากง่ายในการแก้ไขแตกต่างกัน

 

       ++ บิดกุญแจแล้วเครื่องไม่หมุนเลย หรือแค่ดังแชะๆ++
       
       มีโอกาสเป็นปัญหาที่แบตเตอรีหรือไดสตาร์ต มักไม่ใช่ปัญหาที่ตัวเครื่องตรวจสอบไฟในแบต
       เตอรีได้คร่าวๆ โดยเปิดไฟหน้าหรือบีบแตรดูอาการว่าปกติหรือไม่ แบตฯ อาจอ่อนจนเกือบหมด ทำให้หมุนไดตาร์ตไม่ไหว ได้แค่กระตุ้นตัวโซลินอยด์เบาๆ แต่หมุนไม่ไหว จึงมีแค่เสียงแชะๆ หากแบตเตอรีมีไฟ ไดสตาร์ตอาจเสีย มีทั้งแบบเสียเลย ต้องถอดไดสตาร์ตออกซ่อม หรือแค่สกปรกภายใน ลองหาอะไรเคาะที่ตัวไดสตาร์ตก่อน ถ้าแค่สกปรกก็อาจทำงานได้ แต่ต้องถอดเพื่อตรวจสอบในภายหลัง แต่ถ้าเคาะและยังไม่ทำงาน ก็ต้องถอดซ่อม อาการเสียแบบนี้ ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นและเข้าเกียร์ 2 ถอนคลัตช์ กระตุกติดเครื่องได้
       
       ถ้าแบตเตอรีไฟอ่อนหรือหมด ปัญหาอยู่ที่แบตฯีเสื่อมเก็บไฟไม่อยู่ หรือไดชาร์จไม่ปกติ สามารถพ่วงแบตฯ จากภายนอก เพื่อสตาร์ตเครื่องให้ติดได้ เมื่อเครื่องทำงานแล้ว ให้ดูไฟรูปแบตเตอรีที่หน้าปัดว่าสว่างหรือเรื่อๆ หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าระบบไดชาร์จไม่ปกติ ใช้แต่ไฟจากแบตฯ จนอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อไรที่ไฟไม่พอสำหรับอุปกรณ์สำคัญ เครื่องก็จะดับแต่ถ้าไฟรูปแบตเตอรีมืด แสดงว่าการชาร์จไฟปกติ ถึงแบตฯ จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ทำให้เครื่องดับ ก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ 

       ++บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนอืดๆ ไม่ยอมทำงานเอง++
       
       พอจะได้ยินเสียงไดสตาร์ตและการหมุนของเครื่อง แต่เป็นการหมุนช้าๆ อืดๆอาการนี้มักจะมีปัญหามาจากแบตเตอรีไฟอ่อน ทั้งแบตฯ เสื่อม หรือไดชาร์จไม่ปกติ ไม่ใช่ปัญหาหาที่ตัวเครื่องอาการเสียแบบนี้ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นและเข้าเกียร์ 2 ถอนคลัตช์ กระตุกติดเครื่องได้ หรือถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติก็สามารถพ่วงแบตเตอรีจากภายนอก เพื่อสตาร์ตเครื่องให้ติดได้
       
       เมื่อเครื่องทำงานแล้ว ให้ดูไฟรูปแบตเตอรีที่หน้าปัด ว่าสว่างหรือเรื่อๆ หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าระบบไดชาร์จไม่ปกติ ใช้แต่ไฟจากแบตฯ ีจนอ่อนลงเรื่อยๆ ไม่นานเครื่องก็๋จะดับ ถ้าจะขับให้ได้ไกลหน่อย ก็ต้องหาแบตที่มีไฟมากๆ มาใส่หรือพ่วงไว้แต่ถ้าไฟรูปแบตเตอรีไม่สว่าง แสดงว่าการชาร์จไฟปกติ ถึงแบตฯ จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ทำให้เครื่องดับ ก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ

 

       ++ บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนเร็วด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง++
       
       อาการนี้หลายคนเข้าใจผิดว่า แบตเตอรีเสียหรือไดสตาร์ตเสีย เตรียมหาแบตฯ มาพ่วง ทั้งที่ความจริง แบตฯ และไดสตาร์ตเป็นปกติ เพราะเมื่อบิดกุญแจแล้ว เครื่องหมุนได้เร็วด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่สามารถทำงานได้เอง เมื่อปล่อยการบิดกุญแจเครื่องก็หยุดหมุนปัญหาอยู่ที่ตัวเครื่อง เพราะแบตฯและไดสตาร์ตปกติดี ไม่ต้องเข้นกระตุกหรือหาแบตฯมาพ่วง ให้ตรวจสอบที่ตัวเครื่องยนต์ เช่น มีไฟมีเลี้ยงระบบหรือไม่ ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานดีหรือเปล่า ฯลฯ โดยต้องตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องเพื่อหาปัญหาที่แท้จริงอาการนี้ มีแนวโน้มจะซ่อมในพื้นที่ซึ่งรถจอดเสียได้ยากกว่า 2 อาการแรก ที่ถ้าทำให้เครื่องหมุนได้เครื่องก็ทำงานเองได้ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราวได้ง่าย
       
       แค่กระตุกรถหรือพ่วงแบตเตอรีก็น่าจะไปได้เครื่องหมุนจี๋ด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง เป็นปัญหาที่เครื่อง ไม่เกี่ยวกับไดสตาร์ตและแบตฯ หลายกรณีที่พบ อาจไม่สามารถซ่อมบริเวณที่รถจอดอยู่ได้อย่างสะดวก ต้องยกหรือลากรถไปซ่อมต่อไป
       
       ++ อาการเครื่องไม่ติด ตั้งสติค่อยๆ ดูว่าอาการจริงเป็นเช่นไร เพื่อบอกช่างหรือคนที่มาช่วยได้ละเอียด เพราะอาจไม่ใช่ปัญหาจากแบตหรือไดสตาร์ตผิดปกติเสมอไป ++
       
        วรพล สิงห์เขียวพงษ์

ขอบคุณที่มา http://www.auto2thai.com

กุมภาพันธ์ 15th, 2010

ป้ายแดง กับหลายเรื่องยุ่ง

no comment Posted by ann

 

 

 

       แม้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันทั่วไปว่า ป้ายแดง หมายถึงป้ายทะเบียนสีแดงตัวอักษรดำ ที่มีไว้สำหรับรถใหม่เอี่ยม

 ซึ่งอยู่ในช่วงรอจดทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนจริง แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายเรื่องยุ่งที่น่าสนใจ
       
       ++ ป้ายแดงปลอม++
       
       ป้ายแดงที่ถูกกฎหมาย ต้องออกจากทางราชการและมีสมุดคู่มือประจำรถควบคู่กันเสมอ คือ ป้ายแดง 2 แผ่นสำหรับติดรถด้านหน้าและด้านหลังกับสมุดคู่มือฯ อีก 1 เล่ม
       
       ปัญหาป้ายแดงปลอมเกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือ
       1.ราชการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่รถใหม่ขายดีมากๆ อย่างปี 2546 นี้ น่าจะมียอดขายรถทุกประเภทรวมถึงกว่า 500,000 คัน ในเมื่อรถขายดี แต่ไม่มีป้ายแดงให้ ก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตั้งใจแก้ไขปัญหาโดย ไปสรรหาขอป้ายแดงจากหน่วยงานราชการในจังหวัดที่ยังพอมีเหลืออยู่ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายมักง่ายจนเกิดเป็นกรณีที่ 2 คือ
       2. เมื่อป้ายแดงขาดแคลนก็ไม่พยายามสรรหา หรือแม้ไม่ขาดแคลน แต่เอาง่ายเข้าว่า ซื้อป้ายแดงปลอมที่ผลิตขายกันทั่วไปในราคาป้ายละ 100-150 บาท
       
       ++ตรวจสอบอย่างไร++
       
       ผู้ซื้อมีหน้าที่ปกป้องตัวเอง โดยดูที่ตัวป้ายแดง ทุกป้ายต้องมีตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา รถ 1 คันต้องใช้ 2 ป้าย เพื่อติดด้านหน้าและหลัง สมุดคู่มือประจำรถต้องเป็นของทางราชการ ระบุตัวหมวดอักษรและตัวเลขเดียวกับป้ายทะเบียนทั้งหมด ยังมีหน้ากระดาษและช่องเหลือสำหรับกรอกรายละเอียดการใช้รถอย่างน้อย 1-2 หน้า

 

       ++กฎเดิมยังบังคับใช้ครบ++
       
       กรอกรายการใช้รถ ห้ามขับตอนมืด ถ้าจะขับตอนมืดต้องขออนุญาต กฎพื้นฐานเดิมของการใช้รถป้ายแดง ปัจจุบันยังมีการบังคับใช้ครบถ้วน โดยมีสาระสำคัญคือ
       1. ทุกครั้งที่ใช้รถเดินทาง ต้องกรอกรายละเอียดในรายการใช้รถในสมุดคู่มือฯ ให้ครบถ้วน
       2. ถ้าทำตามข้อ 1 แล้วจะสามารถใช้รถได้เฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก (เวลากลางวัน) เท่านั้น (ไม่ใช่ 6.00-18.00น.)
       3. หากจะใช้รถตอนมืด เวลาพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น (เวลากลางคืน) ไม่ว่าจะค่ำ ดึก หรือเช้ามืด นอกจากต้องทำตามข้อ 1 แล้วจะต้องขอรับอนุญาตจากนายทะเบียน (จะต้องมีลายมือชื่อนายทะเบียนของทางราชการในรายการใช้รถ) หากมีการฝ่าฝืนในข้อใด มีโทษปรับ
       
       ++ทำไมห้ามขับตอนมืด++
       
       หลายคนสงสัย แต่เท่าทีสอบถามเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน (ซึ่งไม่ใช่คนออกกฎนี้) ได้รับคำตอบว่า เพราะป้ายแดงเป็นป้ายชั่วคราวที่สามารถหมุนเวียนนำไปใช้ได้ โดยการหมุนเวียนเปลี่ยนคันรถไม่ต้องขออนุญาตจากทางราชการ อีกทั้งยังมีสีเข้ม อ่านได้ยากตอนกลางคืน ดังนั้นหากเกิดเหตุอะไรไม่ชอบมาพากลตอนกลางคืน นอกจากจะอ่านเลขทะเบียนยากแล้ว ถ้าอ่านออก การติดตามหรือค้นหารถคันจริงที่ใช้ป้ายนั้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จะยุ่งยากกว่าการตามรถที่มีป้ายถาวรแล้ว
       
       หลายคนบอกว่า ถ้าป้ายแดง อ่านยากตอนกลางคืน ก็น่าจะเปลี่ยนสีป้ายในกลุ่มนี้เพื่อให้ใช้งานได้ 24 ชม. ก็มีส่วนจริง แต่นั่นเป็นแค่ความเห็น เพราะล่าสุดยังไม่มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายนี้ ตราบใดที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ประชาชนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จะล้าสมัยก็ตาม นอกจากนี้ ถ้ามองในแง่ดี การเข้มงวดการใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็มีผลดีต่อการป้องการกันโจรกรรมบ้างเล็กน้อย เพราะรถใหม่ยังไม่จดทะเบียน มีแต่ป้ายแดง ยากต่อการติดตาม ถ้ามีการสลับป้ายทะเบียนหลังการโจรกรรม

 

       ++อนุโลม จนนึกว่าทำได้หรือกฎเปลี่ยน++
       
       โดยเฉพาะประเด็นของการใช้รถป้ายแดงตอนมืด หลายคนคิดไปเองว่า กฎเลิกบังคับใช้แล้ว นึกว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะเห็นรถป้ายแดงบ่อยๆ ตอนมืด แล้วก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดจับกุมเลย ในความเป็นจริง กฎยังบังคับใช้ครบถ้วน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่อนุโลมให้ เพราะเห็นความจำเป็นในการใช้รถ เช่น คาบลู่คาบดอกในการเดินทาง ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด หรือออกจากที่ทำงานตอนเย็นยังไม่มืด แต่การจราจรติดขัดมาก มืดขณะที่รถคาอยู่บนถนนยังไม่ถึงบ้าน
       
       นอกจากนั้นการอนุโลม ยังเกี่ยวข้องไปถึง การกรอกรายการใช้รถในเล่มทุกครั้งที่เดินทาง พบว่าน้อยครั้งมากที่ใครจะทำเช่นนั้น เพราะขี้เกียจ และเจ้าของป้ายแดงต้องขอเปลี่ยนสมุดคู่มือบ่อยมาก ถ้าใช้รถทุกวันและกรอกตามจริง ไม่กี่วันก็หมดเล่ม ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนใหม่ การอนุโลมในวงกว้าง ทำให้หลายคนคิดว่า ป้ายแดงใช้ได้ทั้งวันทั้งคืน และใช้ได้โดยไม่ต้องกรอกรายการใช้รถ การอนุโลมก็คือ อนุโลมจากผู้ถือกฎหมาย ไม่ใช่เป็นตัวบทกฎหมายเฉพาะกาลออกมา
       
       ดังนั้นถ้าใครไม่ทำตามแล้วถูกจับกุม ก็ไม่สามารถร้องเรียนหรือโวยวายได้ จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายใหม่
       
       ++ชอบ/ไม่ชอบ ป้ายแดง++
       
       บางคนคิดว่าการใช้รถป้ายแดงมีความเท่ ยิ่งใช้นานเท่าไรยิ่งดี อีกทั้งยังมีพลอยได้ไปถึงราคาขายต่อ หากยื้อใช้ป้ายแดงได้นาน หรือดีมากหากนานข้ามปี เพราะใบคู่มือจดทะเบียนจริง จะแสดงวันที่จดทะเบียนเท่านั้น จะใช้ป้ายแดงมากี่เดือนกี่ปี่ไม่เกี่ยว บางคนไม่ชอบใช้รถป้ายแดง เพราะถ้าใช้ตอนมืด จะต้องลุ้นว่าถ้าเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วจะได้รับการอนุโลมหรือไม่
       
       ขั้นตอนการจดทะเบียนรถของทางราชการ สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่วัน หรืออย่างช้าที่สุดไม่น่าเกินครึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านั้นแสดงว่าปัญหาอยู่ที่ผู้ขายหรือผู้นำเนินการ ไม่ใช่ทางราชการ เช่น รอรวบรวมไปดำเนินการพร้อมกันหลายคัน หรือนำเอกสารของรถคันนั้นไปหมุนเวียนเป็นเงิน (บางกรณีหมุนเป็นเงินจนถูกยึด ไม่มีเอกสารมาจดทะเบียนเลยก็มี)

 

       ++สรุป ทำอย่างไร++
       
       รับรถพร้อมป้ายแดงแท้ 2 แผ่น ติดรถที่ด้านหน้า-หลัง ต้องมีตัวย่อ ขส นูนที่มุมล่างของป้าย พร้อมสมุดคู่มือประจำรถ หมวดตัวอักษรเลขตรงกันทั้งหมด การไม่กรอกรายการใช้รถตามจริงลงในสมุดคู่มือทุกครั้ง จะได้รับการอนุโลมมากกว่ากรณีใช้รถตอนมืด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที และไม่สามารถเถียงได้ ผิดเต็มประตู เพราะกฎหมายยังบังคับใช้ตามเงื่อนไขเดิมอยู่
       
       ถ้าจำเป็นต้องใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็บอกได้ชัดเจนว่าว่า คุณกำลังทำผิดกฎหมาย พร้อมถูกจับและถูกปรับได้ทุกเมื่อ ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จับ คือ อนุโลม ไม่ใช่ไม่ผิด และยากถ้าจะขับรถป้ายแดงให้ถูกกฎหมายตอนมืด เพราะต้องยุ่งยากไปให้เจ้าหน้าที่ราชการนายทะเบียนลงลายมือชื่อกำกับทุกครั้ง
       
       ไม่ว่าทางราชการยุคก่อน จะมีเหตุผลใดในการไม่สนับสนุนให้ใช้รถป้ายแดงตอนมืด แต่กฎก็คือกฎ หากจะฝ่าฝืน ก็นับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำใจ ที่คนไทยต้องทำตามหลายกฎหมายเดิมอันล้าสมัย
 

ขอบคุณที่มา http://www.auto2thai.com

กุมภาพันธ์ 15th, 2010

ระบบเชื้อเพลิง

no comment Posted by ann

          ระบบเชื้อเพลิงประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชิ้น เรียงลำดับจากถังเชื้อเพลิงจนถึง ตัวกรองแก๊สในเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่บรรจุอยู่ในถังเชื้อเพลิงจะถูกส่งเข้าที่คาร์บิเรเตอร์โดยผ่านท่อโลหะและท่อยางต่าง ๆ โดยมีกรองเชื้อเพลิงเป็นตัวแยกน้ำ ทราย สิ่งสกปรก และสารที่ไม่พึงปรารถนาออกจากเชื้อเพลิงคาร์บิวเรเตอร์ (สำหรับรถธรรมดา) จ่ายส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิงจำนวนที่พอเหมาะให้แก่เครื่องยนต์  ส่วนจำนวนแก๊สไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ภายในถังเชื้อเพลิงจะถูกลดปริมาณลงท้ายตัวกรอง แก๊สในเชื้อเพลิง (มีใช้เฉพาะรุ่นเท่านั้น) อุปกรณ์และชิ้นส่วนทั้งหมดนี้ต่างประกอบกันเป็นระบบเชื้อเพลิง 

         น้ำมันเบนซินในถังเชื้อเพลิงไหลเข้าสู่กรองเชื้อเพลิงโดยผ่านท่อส่ง จากนั้นน้ำมันที่ถูกกรองจะถูก ปั๊ม เชื้อเพลิงส่งเข้าสู่คาร์บิวเรเตอร์ และที่คาร์บิวเรเตอร์เชื้อเพลิง และอากาศจะผสมกันในอัตราส่วนที่ เหมาะสม เพื่อเป็นส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิงจะระเหยไปบาง ส่วน และกลายเป็นไอในขณะที่มันไหลผ่านท่อร่วมไอดีเข้าสู่กระบอกสูบ


 

ถังเชื้อเพลิง 
 
         ถังเชื้อเพลิงทำด้วยเหล็กแผ่นอย่างบาง โดยปกติติดตั้งอยู่ที่ด้านล่างหรือด้านหลังของรถเพื่อป้อง กันการรั่ว ของน้ำมันในขณะเกิดอุบัติเหตุทางด้านหน้าของรถ และแผ่นกั้นด้านในของถังเชื้อเพลิงเคลือบด้วยสารป้องกันสนิม ถังเชื้อเพลิงมีท่อเติมเชื้อเพลิงโบลท์ถ่ายเชื้อเพลิง และมาตรแจ้งปริมาณเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ใน ถังในขณะเดียวกันภายในถังเชื้อเพลิงจะแบ่งออกเป็นตัวป้องกันน้ำมันกระฉอก ในขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัวหรือหยุดทันทีทันใด หรือในขณะที่ขับรถบนถนนขรุขระ ถ้าหากว่าถังเชื้อเพลิงไม่ได้ถูกแบ่งเป็นส่วน ๆ ดังกล่าวแล้วเชื้อเพลิงจะกระฉอกในถังเชื้อเพลิงด้วยเสียงที่ดัง และอาจจะกระเซ็นออกจากท่อเติมเชื้อเพลิงได้    เชื้อเพลิงถูกดูดขึ้นผ่านท่อส่งเชื้อเพลิง ซึ่งปลายท่อติดตั้งอยู่เหนือส่วนที่ต่ำที่สุดของถังเชื้อเพลิง2 ถึง 3 ซม. เนื่องจากปลายท่อส่งเชื้อเพลิงอยู่พ้นจากก้นถัง จึงทำให้น้ำและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ไม่ถูกดูดเข้าท่อส่งและปะปนไปกับเชื้อเพลิง 

 

 

สำคัญ 
 

  1. เมื่อถังเชื้อเพลิงมีเชื้อเพลิงไม่เต็มถัง จะมีปริมาณของอากาศที่อยู่เหนือเชื้อเพลิงในถังอยู่มากซึ่งในอากาศจะมี ความชื้นอยู่ จึงทำให้ความชื้นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ และสะสมอยู่ภายในถังเชื้อเพลิงแต่เนื่องจากว่าน้ำมี น้ำหนักมากกว่าน้ำมันเบนซินจึงเริ่มสะสมอยู่อย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอที่ก้นถัง ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เริ่มเกิด ปัญหาขึ้นในเวลาต่อมา เพราะว่าปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เกิดสนิมขึ้นในถังเชื้อเพลิงได้ ซึ่งจะทำให้ไส้กรองและนมหนูใน คาร์บิวเรเตอร์อุดตัน ซึ่งทำให้เครื่องยนต์เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น จึงควรระวังไม่ควรปล่อยให้มีน้ำปะปนเข้าสู่ถังเชื้อเพลิง ในขณะตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง  
  2. ถึงแม้ว่าถังเชื้อเพลิงที่ไม่มีเชื้อเพลิงบรรจุอยู่ก็ยังคงมีอันตรายจากการระเบิดอยู่เสมอ เนื่องจากยังคงมีไอของ เบนซินปะปนอยู่ในถังเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงไม่ควรทำการเชื่อม ตัด หรือบัดกรีถังเชื้อเพลิงท่อส่งเชื้อเพลิง
     
      น้ำมันเบนซินถูกส่งจากถังเชื้อเพลิงไปสู่คาร์บิวเรเตอร์ด้วยท่อส่งเชื้อเพลิง (ท่อเหล็กและท่อยาง) ซึ่งปกติจะวางอยู่ใต้โครงรถหรือพื้นรถ โดยมีแผ่นป้องกันอันตรายจากหินและถนนที่ขรุขระ ท่อส่งเชื้อเพลิงทั้งหลายทำจากสังกะสีแผ่นท่อเหล็กผสมทองแดงส่วนของท่อส่งเชื้อเพลิงที่ต่อเข้าเครื่องยนต์จะเป็นท่อยาง

 

 

กรองเชื้อเพลิง
 
    น้ำมันเบนซินในบางครั้งจะมีสิ่งสกปรกและน้ำปะปนอยู่ และถ้าหากว่าสารปะปนเหล่านี้เข้าสู่ คาร์บิวเรเตอร์ จะไปอุดตันท่อเล็ก ๆ นมหนู หัวฉีด ฯลฯ ภายในคาร์บิวเรเตอร์ ทำให้เครื่องยนต์สะดุดกรองเชื้อเพลิงจึงถูกติดตั้งอยู่ระหว่างถังเชื้อเพลิงกับปั๊มเชื้อเพลิง เพื่อแยกสาร แปลกปลอมเหล่านั้นออกจากเชื้อเพลิง
    ไส้กรองเบนซินลดความเร็วในการไหลของ เชื้อเพลิงและดักจับน้ำ ทราย และสารแปลกปลอมซึ่งหนักกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะจมลงสู่ก้นกรองเชื้อเพลิง ส่วนสารแปลกปลอมที่เบากว่าก็จะถูกกรองโดยไส้กรอง กรองเชื้อเพลิงไม่อาจถอดแยกได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุด หากพบว่าชำรุด

 

 

สำคัญ 

  1. กรองเชื้อเพลิงที่อุดตัน จะเพิ่มความต้านทานในท่อส่งเชื้อเพลิง ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงที่ส่งไปที่คาร์บิวเรเตอร์ในขณะที่เครื่องยนต์วิ่งที่รอบสูงหรือรับภาระหนักไม่เพียงพอ
  2. กรองเชื้อเพลิงที่อุดตันก็จะเพิ่มความต้านทานที่ไส้กรอง ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ทำให้น้ำมันเบนซินไม่สามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกและยังคงอยู่ที่กรองเชื้อเพลิง

เครื่องแยกสารพิษ
 
  แก๊สไฮโดรคาร์บอนที่เป็นพิษจะก่อตัวภายในถังเชื้อเพลิงและจะไม่ถูกขับออกสู่บรรยากาศสำหรับเครื่องยนต์บางแบบไอเชื้อเพลิงเช่นนี้จะถูกกักให้อยู่ภายใน ภาชนะชั่วขณะหนึ่งในขณะที่เครื่องยนต์ดับ และถูกส่งเข้าห้องเผาไหม้ เพื่อเผาไหม้ เมื่อเครื่องยนต์ติดอีกครั้งหนึ่งเครื่องแยกสารพิษก็คือภาชนะบรรจุไอเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง ภายในจะบรรจุด้วยผงถ่านและไอเชื้อเพลิงที่ถูกส่งเข้าไปพร้อมกับอากาศ  แก๊สไฮไดรคาร์บอนจะถูกแยกออกจากไอเชื้อเพลิงด้วยผงถ่าน เมื่อติดเครื่องยนต์แก๊สนี้จะถูกส่งเข้าสู่ คาร์บิวเรเตอร์ และห้องเผาไหม้ที่ซึ่งจะทำให้แก๊สถูกเผาไหม้จนกลายเป็นก๊าซไอเสียที่ไม่เป็นพิษต่อไป

 

 

 

ปั๊มเชื้อเพลิง
 
       เนื่องจากถังเชื้อเพลิงอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าคาร์บิวเรเตอร์ทำให้เชื้อเพลิงไม่สามารถไหลสู่คาร์บิวเรเตอร์ได้ตามธรรมชาติ จำเป็นต้องมีปั๊มเชื้อเพลิง ซึ่งปั๊มเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่มีสองแบบ คือแบบกลไกและแบบไฟฟ้าปั๊มแบบกลไกโดยปรกติจะมีไดอะแฟรม และมักจะใช้กับเครื่องยนต์ที่ใช้คาร์บิวเรเตอร์ ส่วนปั๊มไฟฟ้าจะใช้ในเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบอิเล็คทรอนิค 

1. ปั๊มเชื้อเพลิงแบบกลไก

 
      ปั๊มเชื้อเพลิงแบบกลไกมีไดอะแฟรมประกอบอยู่ตรงกลางดังภาพประกอบ และลิ้นหนึ่งคู่ซึ่งทำ หน้าที่ต่างกัน ซึ่งประกอบอยู่ภายในปั๊ม ลิ้นเหล่านี้ทำงานได้ด้วยการเคลื่อนที่ขึ้นและลงของไดอะแฟรม เพื่อป้อนเชื้อเพลิงให้กับคาร์บิวเรเตอร์ แผ่นไดอะแฟรมจะทำงานได้ด้วยกระเดื่องของปั๊ม ซึ่งก็จะถูกลูกเพลาลูกเบี้ยวหมุนเกาะให้เกิดการทำงาน 


การทำงาน
 
(1.1) จังหวะดูด
 
       เมื่อกระเดื่องถูกดันขึ้นด้วยลูกเบี้ยว แผ่นไดอะแฟรมจะถูกดึงลง และทำให้เกิดสูญญากาศขึ้นภายในห้องไดอะแฟรม ลิ้นทางเข้าจึงเปิดขึ้นให้เชื้อเพลิง ไหลเข้าไปในห้องไดอะแฟรมในขณะที่ลิ้นทางออกยังคงปิดอยู่ 

 

 

(1.2) จังหวะจ่าย
 
       ในขณะที่เพลาลูกเบี้ยวหมุนต่อไป กระเดื่องจะปล่อย ให้แผ่นไดอะแฟรมดีดตัวลงมาตามแรงสปริง อัดดันเชื้อเพลิงในห้องเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่ถูกอัดจนมีแรงดันนี้จะเปิดลิ้น ทางออกและไหลไปที่คาร์บิว -เรเตอร์ จังหวะการดูดและจ่ายซึ่งกระทำอย่างต่อเนื่องกันนี้ทำให้น้ำมันถูกส่งไปสู่คาร์บิวเรเตอร์ได้อย่างไม่ขาดตอน

 

 

(1.3) จังหวะปั๊มทำงานตัวเปล่า
 
       ถ้าหากว่าปั๊มเชื้อเพลิงจ่ายเชื้อเพลิงไปมากกว่าความต้องการของคาร์บิวเรเตอร์ แผ่นไดอะแฟรม จะต้านการผลักขึ้นของสปริงแผ่นไดอะแฟรม ทำให้แผ่นไดอะแฟรมและก้านดึงค้างอยู่ในตำแหน่งดึงลงส่วนกระเดื่องยังคงทำงานตามการหมุนของเพลาลูกเบี้ยว แต่ไม่ทำให้แผ่นไดอะแฟรมทำงานในสภาพเช่นนี้ ซึ่งเรียกว่าจังหวะปั๊มทำงานตัวเปล่า และจะทำให้ ปั๊มส่งเชื้อเพลิงได้เพียงพอกับความต้องการของคาร์บิวเร เตอร์ตลอดเวลาแรงดันของเชื้อเพลิงที่ปั๊มจ่ายออกไปจะถูกรักษาให้ อยู่ที่ประมาณ 0.2 ถึง 0.3 กก./ซม.? 

 

 

สำคัญ
 
       แผ่นไดอะแฟรมจะเสื่อมคุณภาพลง เมื่อสัมผัสถูกกับน้ำมันเครื่อง หรือไอน้ำมัน เป็นต้น ดังนั้น จึงถูกต่อเข้ากับก้านดึงโดยซิลน้ำมัน เพื่อป้องกันน้ำมันสัมผัสถูกนั่นเอง ซีลน้ำมันยังช่วยป้องกันน้ำมันเบนซินมิให้รั่วเข้าสู่เสื้อสูบ ในกรณีที่แผ่นไดอะแฟรมรั่ว ที่เรือนปั๊มเชื้อเพลิง จะจัดให้มีรูระบายอยู่หนึ่งรู ถ้าหากว่าแผ่นไดอะแฟรมเกิดขาด น้ำมันเบนซินจะกระเซ็นออกมาจากรูนี้ ทำให้สามารถตรวจพบการทำงานบกพร่องของปั๊มได้ง่าย

2. ปั๊มเชื้อเพลิงไฟฟ้า
 
         ปั๊มเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้านั้นมีแรงดันส่งเชื้อเพลิงได้สูงกว่า ( 2 กก./ซม? หรือมากกว่านั้น) ปั๊มแบบกลไกและ มีการเปลี่ยนแปลงการส่งเชื้อเพลิงน้อยกว่าด้วย 
         เนื่องจากว่าปั๊มแบบนี้ไม่ได้ถูกขับด้วยเพลาลูกเบี้ยว จึงสามารถส่งเชื้อเพลิงได้อย่างแน่นอน แม้ว่าในขณะที่ เครื่องยนต์ดับ และไม่จำเป็นต้องติดตั้งอยู่กับเครื่องยนต์โดยตรง โดยทั่ว ๆ ไปจะติดตั้งอยู่ ภายในถังเชื้อเพลิง (แบบปั๊มอยู่ในถัง) หรือในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งตามท่อส่งน้ำมัน (แบบปั๊มอยู่ในท่อน้ำมัน) 
    เชื้อเพลิงจะถูกเพิ่มแรงดันโดยโรเตอร์ หรือเทอร์ไบน์โดยที่ปั๊มเชื้อเพลิงแบบเทอร์ไบน์ เกิดเสียง ดังในขณะที่ทำงานน้อย จึงไม่จำเป็นต้องมีแผ่นเก็บเสียง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปั๊มเชื้อเพลิงแบบโรเตอร์ 


แบบเทอร์ไบน์ (แบบปั๋มอยู่ในท่อน้ำมัน)

 

 แบบโรเตอร์ (แบบปั๋มอยู่ในท่อน้ำมัน)

 

คาร์บิวเรเตอร์
 
       เครื่องยนต์เบนซินสามารถผลิตกำลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการดังนี้คือ  
 
        1. กำลังอัดสูง 
        2. จังหวะจุดระเบิดถูกต้องและประกายไฟแรง 
        3. ส่วนผสมอากาศกับเชื้อเพลิงถูกต้อง 

 

1. ส่วนผสมอากาศกับเชื้อเพลิง 
 
       เชื้อเพลิงที่ถูกส่งเข้าสู่กระบอกสูบ จะต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสมที่สุด กับการจุดระเบิดของ เครื่องยนต์ เพื่อที่จะผลิตกำลังงานสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ำมันเบนซินนั้นจะลุกไหม้เมื่อมันระเหยอยู่ ในสภาพแก๊สอีกทั้งมันไม่สามารถลุกไหม้ได้ด้วยตัวเอง คือจะต้องผสมกับอากาศในอัตราส่วนที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ อัตราส่วนผสม อากาศและเชื้อเพลิงที่ดีจะต้องประกอบด้วยน้ำมันเบนซินที่ระเหยเป็นไอกับจำนวน อากาศที่พอเหมาะอัตราส่วนผสมอากาศกับเชื้อเพลิงยังมีผลต่อการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ด้วย
 
2. อัตราส่วนอากาศกับเชื้อเพลิง 
 
      อัตราส่วนอากาศกับเชื้อเพลิงสามารถแสดงอยู่ทั้งในรูปของปริมาตร หรือน้ำหนัก โดยปกติแล้ว อัตราส่วนอากาศกับเชื้อเพลิง เป็นอัตราส่วนของอากาศกับเชื้อเพลิงโดยน้ำหนัก 

      น้ำมันเบนซินต้องเผาไหม้ได้อย่างหมดจดในห้องเผาไหม้เพื่อที่เครื่องยนต์สามารถจุดระเบิดเพื่อสร้างกำลังงานสูงสุดได้ อัตราส่วนอากาศกับเชื้อเพลิงตามทฤษฎีคือ 15 ต่อ 1(15 : 1 ) นั่นคืออากาศ สิบห้าส่วนต่อเชื้อเพลิงหนึ่งส่วน
 
      ในความเป็นจริง อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ต้องการอัตรา ส่วนผสมอากาศกับเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิความเร็วรอบเครื่องยนต์ ภาระและสภาพอื่น ๆ จาก ตารางด้านล่างแสดงอัตราส่วนอากาศ เชื้อเพลิงต่างๆ ที่เครื่องยนต์ต้องการในสภาพต่างๆ

สภาพการทำงานของเครื่องยนต์
อัตราส่วนอากาศกับเชื้อเพลิง (อากาศ : เชื้อเพลิง)
ติดเครื่อง (อุณหภูมิอากาศประมาณ 0 C) ํ
ประมาณ 1 : 1
ติดเครื่อง (อุณหภูมิอากาศประมาณ 20 C) ํ
ประมาณ 5 : 1
เดินเบา
ประมาณ 11 : 1
เดินรอบต่ำ
12 – 13 :1
เร่งเครื่องยนต์
ประมาณ 8 : 1
แรงขับสูงสุด (ภาระสูงสุด)
12 – 13 :1
เดินที่รอบปานกลาง(ความเร็วรอบประหยัด)
16 – 18 :1

3. หลักการทำงานของคาร์บิวเรเตอร์
 
       พื้นฐานการทำงานของคาร์บิวเรเตอร์นั้นคล้ายคลึงกับการพ่นสี  เมื่อมีลมเป่าผ่านไปบนปลายของ ท่อพ่นสี กำลังดันภายในท่อจะตกลง ของเหลวที่อยู่ภายในกาพ่นสีก็จะถูกดูดขึ้นมาตามท่อ และจะกลายเป็น ฝอยละอองเมื่อกระทบกับอากาศ ดังนั้นถ้าความเร็วของอากาศที่ไหลผ่านปลายท่อพ่นสีสูงขึ้น  แรงดันภาย ในท่อจะตกลงมามากขึ้น  เป็นผลให้ของเหลวถูกดูดขึ้นมาจากท่อมากขึ้น

 4. โครงสร้างพื้นฐานของคาร์บิวเรเตอร์
 

        ภาพด้านล่างแสดงการออกแบบพื้นฐานของคาร์บิวเรเตอร์ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลงภายในกระบอกสูบในจังหวะดูดไอดีของเครื่องยนต์ ทำให้เกิดสูญญากาศขึ้นภายในห้องเผาไหม้ด้วยสูญญากาศนี้ทำให้อากาศไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ผ่านคาร์บิวเรเตอร์ ปริมาณอากาศไหลเข้าสู่กระบอกสูบจะถูกควบคุมโดยลิ้นปีกผีเสื้อซึ่งถูกควบคุมโดยคันเร่ง  ความเร็วของอากาศจะเพิ่มขึ้นขณะที่ไหลผ่านคอคอด หรือที่เรียกว่า เวนทูรี แต่ความดันจะ ลดลง ด้วยสาเหตุนี้เชื้อเพลิงในห้องลูกลอยจึงถูกดูดออกจากห้องลูกลอย และขับออกทางหัวฉีดหลักในขณะที่เครื่องยนต์วิ่งที่ความเร็วสูงและลิ้นปีกผีเสื้อสุด  อากาศจะไหลเข้าสู่คาร์บิวเรเตอร์ในปริมาณ ที่มากความเร็วของอากาศที่เคลื่อนผ่านเวนทูริ่งจึงเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ปริมาณของน้ำมันเบนซินที่ถูกส่งออกจากหัวฉีดหลักเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

 

5. คอคอด 
 
     สมมุติว่าถ้าอากาศไหลในอัตราความเร็วคงที่ภายในท่อที่มีคอคอดติดตั้งอยู่ดังภาพ  เนื่องจาก อากาศไหลเข้าและออกจากท่ออยู่ในอัตราความเร็วเท่ากันตลอด ความเร็วของอากาศที่ไหลผ่านคอคอดจะต้องเร็วกว่าไหลผ่านส่วนอื่น ๆ เนื่องจากคอคอดนั้นแคบกว่า   ดังนั้นจึงเท่ากับว่าแรงดันของอากาศบริเวณคอคอดจะน้อยกว่าในส่วนอื่น ๆ ของท่อด้วย ใน คาร์บิวเรเตอร์เชื้อเพลิงจะถูกขับออกจากหัวฉีดหลัก เพราะว่าแรงดันที่ต่ำกว่าในคอคอด 


 

 

     ในคาร์บิวเรเตอร์ที่ใช้งานจริงจะมีคอคอดสองหรือสามชุด เพื่อทำให้เกิดแรงดันของอากาศที่ต่ำ  การดึงดูดน้ำมันเบนซินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 
ขอบคุณที่มา http://www.auto2thai.com
กุมภาพันธ์ 15th, 2010

การใช้เกียร์อัตโนมัติและปุ่มสวิทช์ควบคุมต่างๆ

no comment Posted by ann

         เกียร์อัตโนมัติจะมีตำแหน่งบอกของแต่ละเกียร์ ซึ่งแต่ละเกียร์จะมีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งของเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่จะทำการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง “P” หรือ “N” ไปยังตำแหน่งเกียร์อื่นๆ ควรทำการเหยียบเบรกไว้ด้วยทุกครั้ง และป้องกันการ กระตุกของตัวรถด้วย  

 

  • เกียร์ “ P ” จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ 
  • เกียร์ “ R ” ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง 
  • เกียร์ “ N ” เกียร์ว่าง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ เครื่องยนต์จะไม่เชื่อมต่อกำลังกับล้อรถ ทำให้รถเลื่อนไหลไปมาได้ และสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ 
  • เกียร์ “ D ” ขับ เมื่อเข้าอยู่ในตำแหน่งนี้รถจะเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่งขณะที่รถแล่นเร็วขึ้น เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และเมื่อลดความเร็วระดับของเกียร์ก็จะลดเปลี่ยนเองตามความเร็ว  
  • เกียร์ “ 2 ” เกียร์ 2 ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะเปลี่ยนเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น เมื่อต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกหรือต้องการขับลงเขา 
  • เกียร์ “ L ” เกียร์ต่ำ ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะทำงานที่เกียร์ 1 อย่างเดียว ใช้เมื่อต้องการการฉุดลากมากกว่าเกียร์ 2 หรือต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกมากกว่าเกียร์ 2  ข้อควรระวัง ในการใช้เกียร์อัตโนมัติ  
         •  ขณะที่รถหยุดนิ่งควรเหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์ 
         •  ก่อนที่จะเปลี่ยนเกียร์กลับทิศทางเดินหน้าหรือถอยหลังควรที่จะให้รถหยุดสนิทเสียก่อน 
         •  ไม่ควรกดปุ่มปลดล็อคในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะใช้เฉพาะเกียร์ที่ต้องกดปุ่มปลดล็อคเท่านั้น เช่น เกียร์ P,R,2 และ L 
     
             ข้อควรระวังที่ได้กล่าวถึงนี้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถเอง เนื่องจากในขณะที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลัง ควรให้รถจอดให้สนิทเสียก่อน เพื่อป้องกันผ้าคลัทช์ที่อยู่ในชุดเกียร์สึกหรอเร็วกว่าปกติ เพราะความแตกต่างระหว่างรอบของเครื่องยนต์ที่สูง อาจทำให้ผ้าคลัทช์ในชุดเกียร์ ์เกิดการลื่นไถลในขณะที่จะทำการจับยึดกับแผ่นรอง จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่เร็วขึ้นและยังทำให้น้ำมันเกียร์สกปรกเร็วขึ้นด้วย ดังนั้นในการเปลี่ยน เกียร์ควรหยุดรถให้สนิทเสียก่อน พร้อมกับเหยียบเบรกไว้เพื่อป้องกันการกระตุก และให้คลัทช์ได้จับเต็มที่ก่อนก่อนที่จะทำการเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถหรือถอยหลังต่อไป  

             อีกเรื่องที่ข้อควรระวังได้กล่าวถึง คือ เรื่องการกดปุ่มปลดล๊อคเกียร์ ก็เพื่อป้องกันอันตรายจากการพลาดไปเข้าเกียร์ผิด เช่น ในขณะที่ต้องการจอดรถหรือจะเปลี่ยนจาก D ไป N หากเรากดปุ่มปลดล็อคเกียร์ไว้ด้วย อาจจะทำให้หลุดจากเกียร์ N ไปที่ R ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องการจะเปลี่ยนจาก D ไป N ควรจะเลื่อนเกียร์ไปเลยไม่ต้องกดปุ่มปลดล็อค เพื่อไม่ให้เกียร์เลยไปที่ R หรือ P เพราะนอกจากจะทำให้เกียร์ชำรุด แล้วยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในรถรวมถึงบุคคลอื่นด้วย 

 

ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF]  
         ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF] จะมีไว้เพื่อเป็นปุ่มกดสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] รถจะวิ่งได้ 3 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 3 [D3] และสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] รถจะวิ่งได้ 4 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 [D4] แต่อย่างไรก็ตามควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] เพื่อที่รถยนต์จะวิ่งได้ครบทุกเกียร์ หากโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] แสดงขึ้นมาที่หน้าปัทม์รถยนต์แสดงว่ารถจะวิ่งได้แค่ 3 เกียร์ คือ [D1,2,3] จะมีผลต่อการกินน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว ปกติควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] ไว้ตลอดเวลาเพื่อช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] จะใช้ก็ต่อเมื่อรถวิ่งที่ความเร็วปกติ เกียร์ [D4] และเมื่อเราต้องการที่จะเร่งแซงรถคันข้างหน้าเราจึงกดปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D4] มาเป็น [D3] ทำให้รถมีกำลังที่จะวิ่งแซงรถคันข้างหน้า เมื่อเราวิ่งแซงรถคันข้างหน้าได้ แล้วเราควรยกเลิกโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] ให้เป็น โอเวอร์ไดร์ฟออน [ O/D ON ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D3] มาเป็น [D4] รถก็จะวิ่งด้วยความเร็วปกติ 


 

ปุ่มสวิทช์ PWR ECT 
         ปุ่มสวิทช์ PWR ECT จะมีไว้เพื่อ เมื่อเรากดปุ่ม PWR ECT นี้ จะทำให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์จาก D1–> D2–> D3–> D4 [ ขับขี่ที่ตำแหน่ง “D”] จะยาวขึ้นหรือเหมือนกับการลากเกียร์เป็นการขับขี่แบบสปอร์ จะทำให้มีการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ จึงมีผลทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่บน Hi-WAY เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้การขับขี่ในโหมด “ ปกติ ” เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากโหมด “ ปกติ ” จะคำนวณปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เหมาะสมกับการใช้งานในรอบเครื่องยนต์นั้นๆ ซึ่งถูกควบ คุมโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ตามความเหมาะสมกับภาระของเครื่องยนต์ และตามลักษณะของการขับขี่ขณะนั้น โดยประมวลผลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ จึงทำให้มีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับขี่ มากกว่าการขับขี่ในโหมด PWR
ECT 


 

ปุ่มสวิทช์ TRC OFF 
          ปุ่มสวิทช์ TRC OFF จะมีไว้ใช้สำหรับยกเลิกการใช้งานของระบบป้องกันการตะกุยหรือล้อหมุนฟรีของรถยนต์ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่รถติดหล่ม เพื่อไม่ให้มีการตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์และล้อ ทำให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้หลุดจากอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากเฟืองท้ายแบบลิมิตเต็ดสลิป แต่ถ้าหากไม่มีสวิทช์ TRC OFF เมื่อรถติดหล่มก็จะไม่สามารถขึ้นจากหล่มได้ เนื่องจากเมื่อรถติดหล่มล้อรถก็จะหมุนฟรี ีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีก็จะทำงานโดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์ มีผลทำให้รถไม่มีกำลังที่จะขึ้นจากหล่มนั้นได้ โดยเมื่อจะใช้งานให้กดสวิทช์ TRC OFF ไฟก็จะติดที่หน้าปัทม์เรือนไมล์ ……เพื่อแสดงว่าระบบได้ยกเลิกการใช้งานระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแล้วจึงทำให้รถสามารถขึ้นจากหล่มนั้นได้

 

ขอบคุณที่มา http://www.auto2thai.com

 

กุมภาพันธ์ 15th, 2010
Page 7 of 7« First...34567