Browsing รถหรู's Archives »»
รู้จักระบบเบรค ABS ให้ถ่องแท้ ตอนที่ 2
เอบีเอสไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นเสมอ
มิได้หมายความว่า การขับรถยนต์ที่มีเอบีเอสแล้วเบรกจะไม่ชน หรือมีระยะเบรกสั้นกว่า ไม่มีเอบีเอส เพราะในการเบรกตามปกติที่เอบีเอสไม่ได้ทำงานควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก ประสิทธิภาพและระยะเบรก ต้องขึ้นอยู่กัยระบบเบรกพื้นฐานเท่านั้น
เมื่อต้องเบรกแล้วเอบีเอสทำงาน ก็มิได้มีระยะเบรกสั้นลงเสมอไป ต้องเกี่ยวข้องกับ สภาพของเส้นทางด้วย คล้ายกับคนวิ่งบนถนนฝืดแล้วหยุดซอยเท้าในทันที การลื่นไถลอาจมีน้อยและได้ระยะสั้น การเบรกส่วนใหญ่การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกของเอบีเอสไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำงาน บางครั้ง 1 เดือน เอบีเอสไม่ได้แผลงฤทธิ์เลยก็มี ถ้าไม่ได้มีการเบรกไม่ปกติ ในสถานการณ์ข้างต้น
ระบบ และชิ้นส่วน
เอบีเอสมีพื้นฐานการทำงานหลักจากการทำงานของ 3 หน่วยหลัก (แต่มีเกิน 3 ชิ้นในรถยนต์ 1 คัน) คือ ใช้ หน่วยควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก (หน่วยควบคุมไฮดรอลิก HYDRAULIC CONTROL UNIT) เฉพาะเมื่อมีการเบรกในสถานการณ์ข้างต้น โดยติดตั้งแทรกอยู่ระหว่าง ท่อน้ำมันเบรกหลังออกจากแม่ปั๊มเบรกตัวบน ก่อนส่งเข้าสู่กระบอกเบรกทั้ง 4 ล้อ แทนที่จะปล่อยให้น้ำมันเบรกส่งแรงดันไปเต็มที่เมื่อมีการเบรกอย่างรุนแรง-กะทันหัน โดยจะสลับทั้งเพิ่มและลดแรงดันน้ำมันเบรกสลับกันถี่ ๆ ด้วยการควบคุมและสั่งงานจาก หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ELECTRONIC CONTROL UNIT) ซึ่งรับสัญญาณ มาประมวลผลจาก เซ็นเซอร์ (PULSE SENSOR) บริเวณแกนล้อ หรือเพลากลาง ซึ่งทำหน้าที่จับการหมุนของล้อ
เอบีเอสมีการทำงานบางส่วนตลอดการขับรถยนต์ แต่บางส่วนทำงานแค่บางครั้ง คือ มีการส่งสัญญาณเซ็นเซอร์ไปยังหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์อยู่ตลอดเวลา เพื่อประมวลผลว่า ในตอนนั้นหน่วยควบคุมไฮดรอลิกควรจะมีการทำงานลด-เพิ่มแรงกันของน้ำมันเบรก สลับกันถี่ ๆ เพื่อคลายแรงกดของผ้าเบรคลง เพื่อป้องกันล้อล็อกหรือไม่ ถ้าล้อใด ๆ
จะมีการล็อก หน่วยควบคุม
ไฮดรอลิกที่รับคำสั่งจากหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ จึงจะทำงานลด-เพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก โดยระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะมีการตรวจสอบความผิดปกติของทั้งระบบอยู่ตลอดเวลา โดยมีการแสดงไฟสัญญาณบนแผงหน้าปัด ไฟจะสว่างขึ้นในช่วงหลังการบิดกุญแจก่อน สตารต์เครื่องยนต์ในช่วงแรก และดับลงหลังจากนั้นประมาณ 5 วินาที แล้วดับตลอดการขับ ถ้าในขณะขับรถยนต์แล้วมีไฟเอบีเอสสว่างขึ้นมา แสดงว่าในตอนนั้นมีส่วนใด ๆ ของเอบีเอสบกพร่อง แต่ส่วนใหญ่มักยังมีระบบเบรกพื้นฐานใช้งานตามปกติ ให้ใช้งานรถยนต์ด้วยความระมัดระวังและควรนำรถยนต์เข้ารับการซ่อมแซม โดยที่การบกพร่องนั้นมีหลายระดับ มิใช่ต้องเสียหรือต้องเปลี่ยนทั้งระบบเสมอไป บางครั้งแค่เซ็นเซอร์บางตัวเสียหรือสกปรก ก็เกิดปัญหาขึ้นได้
แชนแนล เซ็นเซอร์
นอกจากพื้นฐานของเอบีเอส ที่ต้องมี 3 หน่วยหลัก คือ หน่วยควบคุมไฮดรอลิก หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ต้องมีวาล์ว ช่วยกระจายแรงดันน้ำมันเบรก หรือต้องมีวงจรการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกอย่างไร แชนแนล (CHANNAL) และมีกี่เซ็นเซอร์ (PULSE SENSOR) ในรถยนต์ 1 คัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีไม่น้อยกว่า 3 แชนแนล 3 เซ็นเซอร์ คือ มี 2 ล้อหน้าอิสระ แล้วค่อยเลือกกำหนดว่าจะรวมแชนแนลกันหรืออิสระในล้อคู่หลัง
แชนแนล คือ วงจรของน้ำมันเบรก อันหมายถึง การมีท่อต่อเชื่อมเนื้อน้ำมันเบรก ไหลเป็นท่อเดียวกัน ก็ถือว่าเป็น 1 แชนแนล ถ้าคลายแรงดันก็จะคลายพร้อมกัน ถ้าเพิ่มก็เพิ่มพร้อมกัน เช่น ถ้าเป็นแชนแนลเดียวกัน มีการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก พร้อมกันในล้อซ้าย-ขวา ไม่ว่ากำลังจะเกิดการล็อกในล้อใดล้อหนึ่ง ก็จะมีการคง-ลดแรงดัน น้ำมันเบรกทั้ง 2 ล้อพร้อมกัน ทั้งที่ล้ออีกข้างไม่เสี่ยงต่อการล็อก ระยะเบรกจึงอาจจะ ยาวขึ้นกว่าการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะล้อกำลังจะเกิดการล็อก
ดังนั้น ถ้าแยกแชนแนลกันอย่างอิสระย่อมดีกว่า
เอบีเอสส่วนใหญ่มี 3 แบบ หรือ 4 แชนแนล โดยมีการแยกล้อหน้าซ้าย-ขวา เป็นอย่างละ
2 แชนแนลอิสระต่อกัน เพราะระบบเบรกล้อหน้าต้องรับภาระมากกว่า จากการถ่ายเท น้ำหนักลงสู่ด้านหน้า เมื่อมีการเบรก จึงควรมีการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกแยกจากกัน ล้อไหนกำลังล็อก ก็ควรควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะล้อนั้นเท่านั้น ดังนั้น
ในล้อคู่หน้าจึงมี 2 แชนแนลเป็นพื้นฐาน แล้วค่อยไปว่ากันในจำนวนแชนแนล ในล้อคู่หลัง
เมื่อมีการเบรก รถยนต์จะถ่ายน้ำหนักลงด้านหน้า ระบบเบรกในล้อคู่หลังจึงรับภาระ น้อยกว่าล้อคู่หน้า การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกจึงสามารถออกแบบได้ 2 แบบ คือ
2 ล้อหลังเป็นแชนแนลเดียวกัน จะคง-ลดแรงดันน้ำมันเบรกพร้อมกัน รวมเป็น 1 คัน
3 แชนแนล รวมแชนแนลในล้อคู่หลัง หรืออิสระแยกกันในล้อคู่หลัง รวมเป็น 1 คัน
4 แชนแนล
โดยรวมแล้วเอบีเอสแบบ 4 แชนแนล จึงย่อมมีประสิทธิภาพเหนือกว่าแบบ 3 แชนแนล
เซ็นเซอร์คือ อุปกรณ์จับสัญญาณตรวจสอบการหมุนที่ติดตั้งบริเวณแกนล้อ (หรือเพลากลาง) แล้วส่งสัญญาณต่อเนื่องไปยังหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี 3-4 เซ็นเซอร์ต่อรถยนต์ 1 คัน ส่วนใหญ่แยก 2 เซ็นเซอร์สำหรับล้อหน้าซ้าย-ขวา เพราะต้องรับภาระในการเบรกมากกว่า แล้วค่อยไปเลือกกำหนดว่าล้อคู่หลังควรมี 1 หรือ 2 เซ็นเซอร์ต่อ 2 ล้อ ถ้ามีเซ็นเซอร์ละ 2 ตัว ต่อล้อคู่หลัง ก็มีลักษณะการติดตั้งคล้ายกับเซ็นเซอร์ของล้อหน้า คือ อิสระต่อกัน แต่ถ้ามีเพียง
1 เซ็นเซอร์ต่อ 2 ล้อหลัง ก็มักจะเป็นในกรณีของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังหรือ 4 ล้อ ที่ต้องมีเพลากลาง โดยใช้เซ็นเซอร์จับสัญญาณจากเพลากลางไม่ใช่ที่แต่ละล้อ ซึ่งการส่ง สัญญาณไปยัง หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ย่อมไม่อิสระเท่ากับการมีเซ็นเซอร์อิสระ ในแต่ละล้อ เพราะถ้ามีแค่ 1 เซ็นเซอร์ในล้อคู่หลัง 2 ล้อ ก็จะต้องควบคุมเป็นแบบรวม แชนแนลกันในล้อคู่หลังด้วย เพราะหน่วยควบคุมอิเล็คทรอนิกส์ไม่สามารถทราบได้เลยว่า ล้อหลังด้านไหนกำลังจะล็อก แล้วควรควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะในล้อด้านไหน
ถ้ามองเฉพาะในเรื่องของจำนวนแชนแนลหรือเซ็นเซอร์แล้ว การมีจำนวนของแชนแนล หรือเซ็นเซอร์มาก หรือครบ 4-4 ในแต่ละล้อสำหรับรถยนต์ 1 คัน ย่อมดีกว่าการมีแบบ
4-3 หรือ 3-3 แชนแนล-เซ็นเซอร์ในรถยนต์แต่ละคัน เพราะจะทำให้มีการส่งสัญญาณ และการควบคุมเป็นไปอย่างอิสระและแม่นยำ ซึ่งการกำหนดใช้แชนแนลหรือเซ็นเซอร์ ไม่ครบ 4-4 ต่อ 4 ล้อ มักมีสาเหตุมาจาการควบคุมต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ
ดังนั้นเอบีเอสแบบ 4 แชนแนล 4 เซ็นเซอร์แบบอิสระทุกล้อในรถยนต์ 1 คัน จึงมีประสิทธิภาพเด่นกว่าแบบ 4-3 หรือ 3-3 แชนแนล-เซ็นเซอร์ ในกรณีที่มีอุปกรณ์ พื้นฐานอื่นเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสเลือกใช้เอบีเอสแบบครบ ๆ 4 แชนแนล 4 เซ็นเซอร์ ย่อมดีกว่า
ที่มา : http://www.tiida-club.net/smf/
กรกฎาคม 30th, 2010
เครดิต http://usedcar.exteen.com/20090630/entry-1
ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน
ผ่านหัวข้อบทความนี้ทีไรนึกจะเขียนเรื่องนี้ทุกที แต่จนแล้วจนรอดก็ลืมทุกทีเหมือนกัน พอดีมีกระทู้ถามในชมรมคนรักรถเกี่ยวกับเรื่องประกันอะไรพวกนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ คราวนี้กันลืมเลยต้องรีบเขียน คงจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่าการทำประกันนั้นถ้าไม่มีการเคลมเกิดขึ้น จะมีการจูงใจเพื่อให้ต่ออายุประกันในปีต่อไปด้วยการลดราคาหรือมีส่วนลดให้ เช่น
20% สำหรับปีที่สองหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในปีแรก
read more from "เรื่องควรรู้ก่อนการต่อประกันรถ"
มีนาคม 11th, 2010
ความแตกต่างระหว่างก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles: NGV) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG)
• ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน (Methane) เป็น ส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ การขนส่งไปยังผู้ใช้จะขนส่งผ่านทางท่อในรูปก๊าซภายใต้ ความดันสูง จึงไม่เหมาะสำหรับการขนส่งไกลๆ หรืออาจบรรจุใส่ถังในรูปก๊าซธรรมชาติอัดโดยใช้ความดันสูง หรือที่เรียกว่า
read more from "ความแตกต่างระหว่าง แก๊ส LPG และ ก๊าซ NGV"
มีนาคม 10th, 2010
10 อันดับรถสวยแห่ง ปี 2009

นอกเหนือไปจากสมรรถนะ, อัตราการสิ้นเปลือง, ราคาและห้องโดยสารซึ่งผู้ใช้รถให้ความสำคัญในการที่จะครอบครองรถซักคันแล้ว ภาพลักษณ์ภายนอกของตัวรถก็เป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดใจติดอันดับต้นๆ เช่นกัน หรือใครที่ซื้อรถเพราะถูกใจอย่างอื่นแต่ไม่ชอบรูปลักษณ์กันบ้างล่ะครับ และก็เป็นประจำของทุกปีที่จะต้องมีการจัดอันดับเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกับความต้องตาต้องใจของรูปลักษณ์ภายนอกที่จะมีรางวัลมอบให้เป็น ประจำทุกปี ซึ่งบางอย่างก็อาจจะดูขัดหูขัดตาเราไปบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของผู้มอบรางวัลแล้วล่ะครับ
read more from "10 อันดับรถสวยแห่งปี 2009"
มีนาคม 5th, 2010
หายหน้าหายตาไปนานสำหรับ Pagani ค่ายซุปเปอร์คาร์ค่าตัวแพงระยับที่ล่าสุดเตรียมอวดโฉมซุปเปอร์คาร์รุ่น One Off หรือหนึ่งเดียวคันนี้ที่จะผลิตออกมาที่เตรียมเข้าร่วมงาน Geneva Motor Show โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Zonda Tricolore ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นมาเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีของฝูงบินผาดโผนกองทัพอิตาลีที่มีชื่อว่า Frecce Tricolori
Zonda Tricolore ใช้ Zonda Cinque เป็นรถพื้นฐาน โดยตัวถังทั้งหมดทำด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ โดยด้านหน้ามีการใช้ไฟ LED ทำเป็นรูปครีบหางของเครื่องบิน โดย Tricolore แทนช่องไอดีของรุ่น Cinque ด้วยครีบเรียวเล็กแนวตั้งบนฝากระโปรงรถ ซึ่งจุดประสงค์ของการใช้ครีบลักษณะนี้จะมีการเปิดเผยในงานมอเตอร์โชว์ ส่วนระบบส่งกำลังเป็นแบบ paddle shift อัตโนมัติ
ตัวถังมีการเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินและทำลายเลียนแบบเครื่องบิน Frecce Tricolori บริเวณข้างตัวรถ ส่วนราคาของ Zonda Tricolori ทาง Pagani ติดป้ายขายแบบไม่เกรงใจใครที่ 1.3 ล้านยูโรครับ


ขอบคุณที่มา : www.autospinn.com
มีนาคม 2nd, 2010
มีนาคม 2nd, 2010
General Motors ต่อยอดการใช้เทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้าด้วยการนำไปพัฒนาสร้างระบบขับเคลื่อนให้กับรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นอกเหนือจากที่ได้ใช้กับรถขนาดเล็กอย่าง Chevrolet Volt หรือรุ่นคู่แฝดที่ใช้ชื่อในยุโรปอย่าง Opel Ampera ซึ่งรถขนาดใหญ่ที่ว่ายังเป็นรถแนวคิดหรือ Concept Car อยู่ ภายใต้ชื่อรุ่นว่า Opel Flextreme GT/E โดยเตรียมที่จะอวดโฉมในงาน Geneva Motor Show
จากการเปิดเผยของรองประธานฝ่ายวางแผนองค์กรและผลิตภัณฑ์ นาย Frank Weber เผยว่า รถแนวคิด Flextreme GT/E นี้ เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงรูปทรงการออกแบบรถยนต์ของบริษัทฯที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของทั้งรถขนาดเล็กและใหญ่ในทุกเซกเมนต์ของตลาดรถยนต์
Flextreme GT/E เป็นรถคูเป้ 5 ประตู ที่มีขนาดความยาวถึง 4.7 เมตร มีลักษณะเด่นคือ การใช้การเปิดประตูหลังแบบตู้กับข้าว คือเปิดประตูจากกึ่งกลางรถมายังด้านหลังแทนที่การเปิดประตูหลังแบบรถยนต์ทั่วไป ซึ่งได้มีการใช้ประตูลักษณะกับรุ่นอื่นๆมาแล้ว เช่น Insignia, Astra และ Meriva
และไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่โดดเด่นเท่านั้น Flextreme GT/E มีค่าสัมประสิทธิ์แรงฉุดเพียง 0.22 ทำให้สามารถทำคามเร็วแตะระดับ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆ ในขณะที่ยังสามารถประหยัดพลังงานและยืดระยะทางทำการให้ยาวขึ้นไปอีก
สิ่งที่เตะตาที่สุดและแปลกไม่เหมือนใครก็คือ สปอยเลอร์คู่ที่ซ่อนอยู่ในคิ้วล้อหลังทั้งสองข้างซึ่งสามารถเลื่อนตำแหน่งเข้าออกได้ โดยสามารถยืดออกมาได้ถึง 350 มิลลิเมตรที่ระดับความเร็วรถที่ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อบังคับทิศทางลมบริเวณมุมหลังของตัวรถเพื่อลดกระแสลมป่วนให้น้อยลง สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆของรถรุ่นนี้ก็คือ ที่จับประตูแบบซ่อนตัวที่ตอนนี้มีการใช้เซนเซอร์แสงทดแทน ล้ออัลลอยขอบ 21 นิ้วที่ออกแบบพิเศษหุ้มด้วยยางแรงต้านการหมุนต่ำขนาดที่ค่อนข้างแคบคือ 195/45
ระบบขับเคลื่อนของ Opel Flextreme GT/E เป็นระบบเดียวกับที่ใช้กับ Chevy Volt คือ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อหน้า และในระยะทางช่วงแรกที่ไม่เกิน 60 กิโลเมตร พลังงานรถจะมาจากชุดแบตเตอรี่ลิเธี่ยมอิออนที่ติดตั้งบริเวณพื้นใต้เบาะหลัง
และหลังจากที่พลังงานจากแบตเตอรี่เริ่มหมด เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตรจะเริ่มทำงานเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อการจ่ายกระแสไฟ ซึ่งในโหมดการทำงานนี้จะทำให้ระยะทางทำการยืดออกไปมากกว่า 500 กิโลเมตร
Opel เผยว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ 1.6 ลิตร/100 กิโลเมตร ในขณะที่อัตราการปล่อย CO2 สู่อากาศจะน้อยกว่า 40 กรัม/กิโลเมตร ส่วนอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของรถแนวคิดรุ่นนี้จะอยู่ที่ 9 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ขอบคุณที่มา : www.autospinn.com
กุมภาพันธ์ 20th, 2010
สำหรับ XKR Coupe ที่เจนีวา
Jaguar เตรียมเปิดตัวชุดแต่งสำหรับ XKR Coupe จำนวน 2 ชุด ในงาน Geneva Motor Show ซึ่งประกอบด้วยชุดแต่ง Speed และชุดแต่ง Speed & Black โดยจะทำตลาดในสหราชอาณาจักรในราคาชุดละ 3,500 และ 4,000 ปอนด์ ตามลำดับ และตามที่กล่าวไปแล้ว ชุดแต่งทั้งสองนี้จะใช้กับเวอร์ชั่น Coupe ของ Jaguar XKR เท่านั้น
สำหรับชุดแต่ง Speed จะประกอบด้วยการตั้งโปรแกรมจำกัดระดับความเร็วใหม่ให้อยู่ที่ 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง แทนความเร็วเดิมที่ 249 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเพื่อที่จะให้รถทำระดับความเร็วดังกล่าวได้อย่างมีเสถียรภาพ จึงต้องมีการติดตั้งแอโรพาร์ทคือ สปลิตเตอร์หน้า และสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระดับความเร็วที่สูงขึ้นรถจะมีการตอบสนองกับพวงมาลัยน้อยลง
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีล้ออัลลอย Kasuga ขอบ 20 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง มีการใช้เส้นกรอบโครเมี่ยมล้อมรอบหน้าต่างรถ กระจังหน้าใหม่ ช่องอากาศภายนอกรถ ส่วน Diffuser หลังและธรณีประตูทำสีเดียวกับตัวถัง
แต่ถ้าคุณอยากจะได้ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้ว สีดำวาวจาก Kalimnos คุณต้องจ่ายเพิ่ม 500 ปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุดแต่ง Black นอกจากนั้นสปอยเลอร์หน้าและหลัง จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนภายในมีการใช้ชุดหนังสีชาร์โคลในหลายโทนสีพร้อมการปักลายด้วยสีตัดกันเห็นได้ชัด
เราจะได้เห็น Jaguar XKR Coupe พร้อมชุดแต่งทั้งสองในงาน Geneva Motor Show ในอีก 1-2 สัปดาห์นี้ครับ

ขอบคุณที่มา : www.autospinn.com
กุมภาพันธ์ 20th, 2010