<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความเกี่ยวกับรถ :: haarod.com &#187; สาระน่ารู้</title>
	<atom:link href="http://www.haarod.com/article/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.haarod.com/article</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jul 2010 04:32:53 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>รู้จักระบบเบรค ABS(1)</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%84-abs1.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%84-abs1.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 02:24:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=521</guid>
		<description><![CDATA[ระบบเบรกรถยนต์ป้องกันล้อล็อก ABS มีคำถามจากผู้ที่สนใจเรื่องรถยนต์ถามว่า
&#8220;ปัจจุบันระบบเบรก ABS กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไปเสียแล้วหรือ ?&#8221;
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS, ถุงลมนิรภัย, คานเสริมรับแรงกระแทก ซึ่งในครั้งนี้ จะกล่าวถึงระบบเบรก ABS เทคโนโลยีที่จะช่วยให้รถหยุดได้อย่างมั่นใจในสภาวะคับขัน 
ระบบเบรก ABS ย่อมาจาก Anti-Lock Brake System หรือระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ที่เรียกเช่นนี้เพราะว่า สามารถป้องกันการ ล็อกตัวของล้อในขณะเบรกได้ แล้วการที่ล้อจะล็อกหรือไม่นั้น เกิดขึ้นและมีผลอย่างไรกับการขับขี่ 
อธิบายง่าย ๆ ว่า ในเวลาที่รถเคลื่อนที่ จะเกิดแรงที่ส่งให้รถหรือสิ่งใด ๆ ที่อยู่ในรถ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เราเรียกเจ้าแรงนี้ว่า &#8220;แรงเฉื่อย&#8221; ปริมาณของแรงเฉื่อยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักรวมและความเร็วของรถในขณะนั้น ถ้าในระหว่างที่ขับมาดี ๆ มีเหตุให้ต้องหยุดรถกะทันหัน วิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือ หาแรงมาต้านในปริมาณที่เท่ากับแรงเฉื่อยที่ว่า รถจึงจะหยุดได้ แรงต้านที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ แรงที่ได้มาจากการเบรก วิศวกรออกแบบระบบเบรก โดยใช้ประโยชน์จากความฝืด เวลาเราเหยียบเบรก แรงจากการเหยียบจะถูกเพิ่มปริมาณขึ้นโดยระบบคานงัดของขาแป้นเบรก, หม้อสุญญากาศเพิ่มแรงบวก, และระบบไฮ ดรอลิก พอไปถึงล้อ แรงที่ได้ก็จะสูงกว่าแรงเฉื่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระบบเบรกรถยนต์ป้องกันล้อล็อก ABS มีคำถามจากผู้ที่สนใจเรื่องรถยนต์ถามว่า<br />
&#8220;ปัจจุบันระบบเบรก ABS กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไปเสียแล้วหรือ ?&#8221;</p>
<p>เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS, ถุงลมนิรภัย, คานเสริมรับแรงกระแทก ซึ่งในครั้งนี้ จะกล่าวถึงระบบเบรก ABS เทคโนโลยีที่จะช่วยให้รถหยุดได้อย่างมั่นใจในสภาวะคับขัน </p>
<p>ระบบเบรก ABS ย่อมาจาก Anti-Lock Brake System หรือระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ที่เรียกเช่นนี้เพราะว่า สามารถป้องกันการ ล็อกตัวของล้อในขณะเบรกได้ แล้วการที่ล้อจะล็อกหรือไม่นั้น เกิดขึ้นและมีผลอย่างไรกับการขับขี่ </p>
<p>อธิบายง่าย ๆ ว่า ในเวลาที่รถเคลื่อนที่ จะเกิดแรงที่ส่งให้รถหรือสิ่งใด ๆ ที่อยู่ในรถ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เราเรียกเจ้าแรงนี้ว่า &#8220;แรงเฉื่อย&#8221; ปริมาณของแรงเฉื่อยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักรวมและความเร็วของรถในขณะนั้น ถ้าในระหว่างที่ขับมาดี ๆ มีเหตุให้ต้องหยุดรถกะทันหัน วิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือ หาแรงมาต้านในปริมาณที่เท่ากับแรงเฉื่อยที่ว่า รถจึงจะหยุดได้ แรงต้านที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ แรงที่ได้มาจากการเบรก วิศวกรออกแบบระบบเบรก โดยใช้ประโยชน์จากความฝืด เวลาเราเหยียบเบรก แรงจากการเหยียบจะถูกเพิ่มปริมาณขึ้นโดยระบบคานงัดของขาแป้นเบรก, หม้อสุญญากาศเพิ่มแรงบวก, และระบบไฮ ดรอลิก พอไปถึงล้อ แรงที่ได้ก็จะสูงกว่าแรงเฉื่อย แต่แรงดังกล่าวจะไม่เกิดผลใด ๆ เลย ถ้าระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรกและระหว่างยางกับพื้นถนน ไม่มีความฝืด ตรงนี้แหละที่เกี่ยวข้องกับการล็อกตัวของล้อ </p>
<p>ความฝืดระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรกคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะอยู่ในขอบเขตที่สามารถออกแบบให้มีความฝืดตามที่ต้องการได้ (ถ้าใช้ผ้าเบรกราคาถูกจะว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ถูกนัก เพราะที่แน่ ๆ คือ ค่าสัมประสิทธิ์ความฝืด ย่อมไม่เท่ากับผ้าเบรกของแท้อย่างที่วิศวกรออกแบบเอาไว้) ที่จะมีปัญหาก็คือ ความฝืดระหว่างยางกับพื้นถนน เพราะถ้าความฝืดดังกล่าว มีค่าน้อยกว่า ความฝืดระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรกและน้อยกว่าแรงเฉื่อย เช่น บนพื้นถนนที่ลื่น, ถนนลูกรัง, ถนนที่มีน้ำขังหรืออย่างในประเทศที่มีอากาศหนาวมาก ๆ มีแผ่นน้ำแข็งเกาะอยู่ ล้อก็จะถูกล็อกตาย แล้วลื่นไถลไปตามทิศทางของแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้น ทีนี้ไม่ว่าจะหมุนพวงมาลัยไปทางไหนก็ตาม รถก็จะยังคงไถล ไปตามทิศทางของแรงเฉื่อย อยู่นั่นเอง นี่แหละครับ อันตรายของการที่ล้อล็อกตายในขณะเบรก<br />
คราวหน้า เอาไว้มาว่ากันต่อถึงการทำงาน และข้อควรระวังในการใช้เบรก ABS<br />
ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS เกิดมาจากแนวคิดในการแก้ปัญหาการลื่นไถลในขณะเบรก เนื่องจากความฝืดของระบบเบรกมีมากกว่าความฝืดของยางกับพื้นรถ เราทราบกันดีว่า ในขณะเบรกเราไม่ต้องการให้ล้อล็อกตายเพราะจะทำให้ควบคุมรถไม่ได้และการที่ล้อล็อกตายก็เพราะมีแรงจากการเบรกกดอยู่ การทำให้ไม่ให้ล้อล็อก ต้องปลดแรงจากการเบรกออก แต่พอปลดแรงเบรกออก รถก็ไม่หยุด เป็นเงื่อนไขกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น </p>
<p>วิศวกรจึงแก้ปัญหานี้โดยการออกแบบให้ระบบเบรกทำงานแบบจับ-ปล่อยในจังหวะที่เร็วประมาณ 50 ครั้ง/วินาที เพราะพบว่าถ้าทำได้เร็วมาก ๆ จะทำให้ได้ผลอย่างที่ต้องการทั้งสองทางคือ การที่ล้อไม่ล็อกทำให้ยังสามารถที่จะควบคุมทิศทางของรถได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้รถหยุดได้ด้วย แต่การที่จะให้ระบบเบรกทำงานอย่างนั้นได้ต้องมีอุปกรณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องมีตัวตรวจจับการหมุนของล้อ, มีหน่วยประมวลผล เป็นต้น เพื่อรับทราบว่าความเร็วในการหมุนของล้อแต่ละข้างเริ่มจะหยุดนิ่งหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรก่อนจะสั่งการให้ระบบเบรกทำงาน รวมทั้งมีชุดปั๊มและวาล์วที่สามารถทำงานด้วยความถี่หลายสิบครั้งต่อวินาที </p>
<p>ลักษณะการทำงานแบบจับ ๆ ปล่อย ๆ นี้เองที่ผู้ขับขี่บางท่านสงสัยว่าระบบเบรกในรถของตนจะผิดปกติหรือไม่ เพราะเมื่อเหยียบเบรกแล้วมีแรงต้านกระตุกถี่ ๆ ที่แป้นเบรก ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเป็นที่มีระบบ ABS ไม่มีอะไรผิดปกติแต่กลับแสดงว่าระบบทำงานได้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ไม่มีระบบ ABS แล้วมีอาการคล้าย ๆ อย่างนั้น คงต้องนำรถเข้าศูนย์ตรวจเช็กกันเสียทีแล้ว เพราะจานเบรกอาจจะคดหรือมีชิ้นส่วนอะไรหลุดหลวมก็ได้ </p>
<p>ที่กล่าวมานี้คงพอจะทำให้ท่านได้รู้จักกับระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS กันมากขึ้น ก่อนที่จะลองไปตรวจสอบระบบเบรกของรถตนเอง มีข้อควรระวังที่อยากจะฝากไว้ว่า เบรก ABS ไม่ได้ทำให้รถหยุดได้ทันใจมากขึ้น กลับจะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้นด้วยซ้ำ เพียงแต่เบรก ABS ช่วยให้สามารถควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถได้ในขณะใช้เบรกบนพื้นผิวถนนที่ลื่นเท่านั้น </p>
<p>ABS : ความปลอดภัยที่ต้องเรียนรู้ </p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211; </p>
<p>รถยนต์ทุกคันล้วนมีระบบเบรกพื้นฐานแต่การเบรกกระทันหันอย่างรุนแรง หรือบนเส้นทางลื่นยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการล้อล็อก ABS จึงถูกเสริมเข้ามา เพื่อลดความเสี่ยงนั้น </p>
<p>ผู้ผลิตรถยนต์ล้วนมีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบรกพื้นฐานอยู่ตลอด เพื่อการหยุดการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา เพิ่มแรงม้าอย่างสมบูรณ์ที่สุด เช่น ดิสก์เบรกที่ระบายความร้อนได้ดี ผ้าเบรกเนื้อเยี่ยม และอีกสารพัดแนวทาง </p>
<p>ไม่ว่าจะมีการพัฒนาระบบเบรกพื้นฐานให้เหนือชั้นขึ้นเพียงใด ก็ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ คือ เบรกแล้วเกิดอาการล้อล็อก-หยุดหมุน ในขณะที่ตัวรถยนต์ ยังพยายามเคลื่อนที่อยู่ เช่น เมื่อมีการเบรกกระทันหันอย่างรวดเร็วรุนแรง หรือการเบรก บนเส้นทางลื่น เมื่อล้อล็อกก็จะส่งผลให้พวงมาลัยไม่สามารถควบคุมทิศทาง ได้ตามปกติหรือรถยนต์ปัดเป๋-หมุนคว้างได้ </p>
<p>แม้ผู้ขับมือดี จะมีแนวทางแก้ไขด้วยตัวเองโดยการตั้งสติกดเบรกหนักแต่พอประมาณ แล้วปล่อยออกมาเพื่อย้ำซ้ำ ๆ ถี่ ๆ ไม่กดแช่ เพื่อไม่ให้ล้อล็อก แต่ในการขับจริงทำได้ยาก เพราะอาจขาดการตั้งสติ คิดไม่ทัน หรือย้ำได้แต่ไม่ถี่พอ </p>
<p>ABS-ANTILOCK BRAKING SYSTEM<br />
เป็นแค่ระบบที่ถูกพัฒนาเสริมเข้ามา ไม่ใช่เมื่อมีเอบีเอสแล้วไม่ต้องมีระบบเบรกพื้นฐาน จะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ หน้าดิสก์-หลังดรัม หรือดรัม 4 ล้อ ก็ยังต้องมีอยู่<br />
เอบีเอส ทำหน้าที่คงและคลายแรงดันน้ำมันเบรกสลับกันถี่ ๆ เพื่อป้องกันล้อล็อก เมื่อต้องเบรกในสถานการณ์แปลก ๆ ข้างต้น เหนือกว่าการควบคุมของมนุษย์ คือ แม่นยำและมีความถี่มากกว่า มีการจับ-ปล่อยผ้าเบรกสลับกันหลายครั้งต่อวินาที โดยผู้ขับมีหน้าที่ กดแป้นเบรกหนัก ๆ ไว้เท่านั้น </p>
<p>สาเหตุที่ต้องป้องกันล้อล็อก<br />
เพราะต้องการให้พวงมาลัยยังสามารถบังคับทิศทางพร้อมกับการเบรกอย่างกระทันหัน ไม่ใช่เบรกแล้วทื่อไปตามของแรงส่งในการเคลื่อนที่อย่างไร้การควบคุมทิศทาง และป้องกันไม่ให้รถยนต์ปัดเป๋-หมุนคว้าง<br />
ลองเปรียบเทียบถึงรถยนต์ที่แล่นบนพื้นน้ำแข็งที่ลื่นมาก และมีการกดเบรกอย่างเร็ว-แรง ล้อจะหยุดหมุน-ล็อก ในขณะที่ตัวรถยนต์ยังลื่นไถลต่อ ตามแรงในการเคลื่อนที่<br />
หรือแรงเหวี่ยง โดยพวงมาลัยแทบจะไร้ประโยชน์เพราะถึงจะหักเลี้ยวไปทางซ้าย แต่ถ้ารถยนต์มีแรงส่งไถลไปทางขวา ก็จะไม่สามารถควบคุมทิศทางให้ไปทางซ้าย ตามที่ต้องการได้<br />
การเบรกในสถานการณ์เช่นนั้น ต้องลดความเร็วลงในขณะที่ยังสามารถควบคุมทิศทาง ด้วยพวงมาลัยได้ มิใช่ปล่อยให้ไถลไปตามอิสระ ส่วนในการเบรกตามปกติ ที่ไม่กระทันหัน หรือเส้นทางไม่ลื่น เอบีเอสก็ไม่ได้มีโอกาสทำงานควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก ยังใช้ประสิทธิภาพจริงของระบบเบรกพื้นฐานเป็นหลักเท่านั้น </p>
<p>สถานการณ์ใดบ้าง ที่ต้องการเอบีเอส<br />
ในประเทศที่มีหิมะตก หรือพื้นเส้นทางเคลือบไปด้วยน้ำแข็ง เอบีเอสมีโอกาสได้ทำงานบ่อย แต่ในประเทศแถบร้อนทั่วไป เอบีเอสก็มีโอกาสได้ทำงานพอสมควร เช่น การเบรก บนถนนเรียบ แต่เปียกไปด้วยน้ำ ทางโค้งฝุ่นทราย รวมถึงถนนเรียบแห้งสะอาด แต่มีการเบรกกระทันหันอย่างรวดเร็วรุนแรง โดยไม่ค่อยมีใครมองถึงประโยชน์ของเอบีเอส ในการเบรกขณะที่แต่ละล้อสัมผัสผิวเส้นทางที่มีความลื่อนต่างกัน เช่น การหลบลงไหล่ทาง<br />
แค่ 2 ล้อ ซึ่งมี 2 ล้อด้านขวาอยู่บนถนนฝืด แต่อีก 2 ล้อด้านซ้ายอยู่บนไหล่ทางผิวกรวดทราย ถ้าเบรกแรง ๆ แล้วรถยนต์อาจหมุนคว้างได้ </p>
<p>หากนึกภาพการเบรกเมื่อแต่ละล้อสัมผัสผิวเส้นทางที่ลื่นต่างกันไม่ออกมีตัวอย่างชัดเจน จาการทดสอบรถยนต์ในต่างประเทศ ในสนามทดสอบมีการปูกระเบื้องผิวลื่นมาก เป็นแถบยาว แทรกไว้บนด้านหนึ่งของผิวคอนกรีตหรือยางมะตอยที่มีความฝืดตามปกติ แล้วมีการฉีดพรมน้ำตลอด เริ่มจากการขับรถยนต์ที่ไม่มีเอบีเอส ให้ 2 ล้อในซีกซ้ายแล่นบน ผิวถนนปกติ และอีก 2 ล้อซีกขวาแล่นบนกระเบื้องเปียก เมื่อกดเบรกอย่างแรง รถยนต์ จะหมุนคว้างในทันที เพราะ 2 ล้อที่อยู่บนกระเบื้องเปียกจะหยุดหมุนล็อกอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อทดสอบด้วรถยนต์ที่มีเอบีเอส ก็สามารถเบรกได้ในขณะที่รถยนต์ยังตรงเส้นทางอยู่ ส่วนบนเส้นทางวิบาก เช่น ลูกรัง ฝุ่นทราย เอบีเอสช่วยได้ดีเมื่อต้องเบรกแรง ๆ หรือกระทันหัน </p>
<p>เปรียบเทียบลักษณะการทำงานของเอบีเอส และระยะในการเบรกให้เข้าใจง่าย ๆ คือ<br />
คนใส่รองเท้าพื้นยางเรียบ ถ้าวิ่งเร็ว ๆ บนคอนกรีตแล้วมี 2 วิธีในการหยุด คือ<br />
1. เสมือนไม่มีเอบีเอส หยุดซอยเท้าในทันทีพื้นรองเท้าก็จะครูดไปกับคอนกรีตไม่ไกล แล้วหยุดสนิท กับ<br />
2. กระทำเสมือนมีเอบีเอส ค่อย ๆ ลดความเร็วในการซอยเท้า ก่อนที่จะหยุดสนิท แม้พื้นรองเท้าจะไม่ครูดไปกับคอนกรีตแต่ก็จะไม่ได้ระยะหยุดสั้นกว่าการหยุดแบบ หยุดซอยเท้าในทันทีแล้วปล่อยให้ครูด หากวิ่งบนลานน้ำแข็ง แล้วใช้ 2 วิธีในการหยุด เหมือนเดิม คือ<br />
1. เสมือนไม่มีเอบีเอส หยุดซอยเท้าในทันที พื้นรองเท้าก็จะครูดไปกับผิวน้ำแข็ง มีระยะทางไกล กว่าจะหยุดสนิท ทั้งยังลื่นไถลปัดเป๋ไร้ทิศทาง กับ<br />
2. การทำเสมือนมีเอบีเอส ค่อย ๆ ลดความเร็วในการซอยเท้าลงช้า ๆ ก่อนที่จะหยุดสนิท พื้นรองเท้าจะไม่ครูดไปกับผิวน้ำแข็ง ไม่ลื่นไถลและไม่ปัดเป๋ แล้วก็จะได้ระยะหยุดสั้นกว่าการหยุดแบบหยุดซอยเท้าในทันที</p>
<p>ที่มา : http://www.tiida-club.net/smf/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%84-abs1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อดีของ&#8217;เต็นท์รถมือสอง&#8217;</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 09:51:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=517</guid>
		<description><![CDATA[ข้อดีของ&#8217;เต็นท์รถมือสอง&#8216;
การซื้อขายรถมือสอง มี 2 แนวทางหลัก คือ ซื้อจากเจ้าของโดยตรง (รถบ้าน) หรือเต็นท์ (รวมถึงผู้ค้าในรูปแบบต่างๆ ด้วย) ทัศนคติของคนส่วนใหญ่มักมองเต็นท์อย่างเลวร้ายว่า หลอกย้อมแมว โกหกสภาพ และขายแพง ในความเป็นจริงต้องมีข้อดีอยู่ไม่น้อย เพราะไม่งั้นจะมีเต็นท์รถมือสองอยู่เกลื่อนเมืองได้อย่าง ไร ถ้ามีแต่คนรังเกียจ 
นับว่ามีส่วนจริงอยู่มาก สำหรับคนที่มีทัศนคติในแง่ลบต่อเต็นท์รถมือสอง เพราะเกิน กว่าครึ่ง มักจะปรับสภาพรถด้วยค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดในทุกด้าน ทำแบบขอไปที หรือถึงขั้นย้อม แมว เมื่อใครซื้อมาอาจต้องไล่ซ่อมเหนื่อยกันอีกหลายรอบ หรือถึงขั้นหลอกขายรถที่เคยชน หนักหรือคว่ำมาก็ยังมี 
แต่เต็นท์รถ ไม่ใช่โจร ไม่ใช่ธุรกิจใต้ดิน ไม่ได้มีแต่เต็นท์เลวๆ เสมอไป ยังมีเต็นท์ดีอยู่บ้าง ไม่งั้นวงจรธุรกิจนี้จะดำรงอยู่ได้อย่างไร ไม่เห็นเลิก มีแต่เปิดเพิ่มกันเต็มเมือง 
ผมเน้นเสมอว่า การซื้อรถมือสอง ให้ดูสภาพคันจริงอย่างละเอียดและเปรียบเทียบกับราคา ไม่ต้องสนใจแหล่งที่ขาย เพราะรถเต็นท์สภาพดีๆ ก็มีรถบ้านเน่าๆ ก็เยอะ คำว่ารถบ้านไม่ได้มีความขลังอะไรเลย 
บทความนี้ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อรถเต็นท์ แต่เป็นอีกแง่มุมที่เป็นความจริง 
‘‘ สะดวกสถานที่
เต็นท์เหมือนห้างสรรพสินค้า ที่เตรียมสินค้าไว้ให้ซื้อได้อย่างสะดวก มีที่ตั้งชัดเจน รู้ตั้งแต่ดูประกาศโฆษณาตามนิตยสารหรือเดินทางผ่านแล้วเห็นว่า สะดวกหรือควรจะแวะไปดูหรือไม่
ในขณะที่การซื้อรถตามบ้าน ไม่ทราบในตอนดูประกาศว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อดีของ&#8217;เต็นท์<strong>รถมือสอง</strong>&#8216;</p>
<p>การ<strong>ซื้อขายรถ</strong>มือสอง มี 2 แนวทางหลัก คือ ซื้อจากเจ้าของโดยตรง (รถบ้าน) หรือเต็นท์ (รวมถึงผู้ค้าในรูปแบบต่างๆ ด้วย) ทัศนคติของคนส่วนใหญ่มักมองเต็นท์อย่างเลวร้ายว่า หลอกย้อมแมว โกหกสภาพ และขายแพง ในความเป็นจริงต้องมีข้อดีอยู่ไม่น้อย เพราะไม่งั้นจะมี<strong>เต็นท์รถมือสองอยู่</strong>เกลื่อนเมืองได้อย่าง ไร ถ้ามีแต่คนรังเกียจ </p>
<p>นับว่ามีส่วนจริงอยู่มาก สำหรับคนที่มีทัศนคติในแง่ลบต่อเต็นท์<em>รถมือสอง </em>เพราะเกิน กว่าครึ่ง มักจะปรับสภาพรถด้วยค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดในทุกด้าน ทำแบบขอไปที หรือถึงขั้นย้อม แมว เมื่อใครซื้อมาอาจต้องไล่ซ่อมเหนื่อยกันอีกหลายรอบ หรือถึงขั้นหลอก<strong>ขายรถ</strong>ที่เคยชน หนักหรือคว่ำมาก็ยังมี </p>
<p>แต่<em>เต็นท์รถ</em> ไม่ใช่โจร ไม่ใช่ธุรกิจใต้ดิน ไม่ได้มีแต่เต็นท์เลวๆ เสมอไป ยังมีเต็นท์ดีอยู่บ้าง ไม่งั้นวงจรธุรกิจนี้จะดำรงอยู่ได้อย่างไร ไม่เห็นเลิก มีแต่เปิดเพิ่มกันเต็มเมือง </p>
<p>ผมเน้นเสมอว่า การซื้อ<em>รถมือสอง </em>ให้ดูสภาพคันจริงอย่างละเอียดและเปรียบเทียบกับราคา ไม่ต้องสนใจแหล่งที่ขาย เพราะรถเต็นท์สภาพดีๆ ก็มีรถบ้านเน่าๆ ก็เยอะ คำว่ารถบ้านไม่ได้มีความขลังอะไรเลย </p>
<p>บทความนี้ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อ<strong>รถเต็นท์ </strong>แต่เป็นอีกแง่มุมที่เป็นความจริง </p>
<p>‘‘ สะดวกสถานที่<br />
เต็นท์เหมือนห้างสรรพสินค้า ที่เตรียมสินค้าไว้ให้ซื้อได้อย่างสะดวก มีที่ตั้งชัดเจน รู้ตั้งแต่ดูประกาศโฆษณาตามนิตยสารหรือเดินทางผ่านแล้วเห็นว่า สะดวกหรือควรจะแวะไปดูหรือไม่<br />
ในขณะที่การ<strong>ซื้อรถ</strong>ตามบ้าน ไม่ทราบในตอนดูประกาศว่า จะอยู่ไกลจากเราแค่ไหน ต้องเริ่มสอบถามกัน อธิบายเส้นทางกันยืดยาว หลงบ้างรถติดบ้าง หรือไกลสุดกู่ ส่วนใหญ่มักนัดดูที่บ้านก็อาจจะซับซ้อน เดินทางเหนื่อย ไปแล้วก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจหรือเปล่า อาจเสียเที่ยวเปล่าก็เป็นได้ </p>
<p>‘‘ สะดวกเวลา<br />
เต็นท์เปิดตั้งแต่สายๆถึงเกือบย่ำค่ำ เลือก เวลาไปดูรถได้เลยตลอดวัน ถ้าจะซื้อรถบ้าน เวลาว่างของผู้ซื้อกับผู้ขายต้องตรงกัน บางคนไม่สะดวกที่จะลางาน ต้องนัดดูตอนเที่ยง ถ้า คลาดเคลื่อนเวลาก็แย่ ครั้นจะดูตอนเลิกงานก็มืดแล้ว มองสภาพต่างๆ ได้ไม่ชัด </p>
<p>‘‘ สภาพพร้อมใช้<br />
แม้ในความเป็นจริง จะเป็นการปรับสภาพแบบขอไปที เน้นให้ดูดีไว้ก่อน แต่ก็ยังดีกว่ารถบ้านที่บางครั้งปล่อยสีถลอก ยังไม่ได้ ซ่อม มีโน่นมีนี่เสีย ปล่อยให้ไปซ่อมเอง ก็แล้ว แต่ว่าผู้ซื้อจะชอบแบบใด พร้อมใช้ (แบบพอทน) จากเต็นท์ หรือต้องปรับสภาพเอง (สำหรับรถบ้านบางคัน) </p>
<p>‘‘ เงินผ่อนสะดวก<br />
<strong>เต็นท์</strong>มีบริการติดต่อ<strong>ไฟแนนซ์</strong>ให้อย่างสะดวก จ่ายเงินดาวน์ ทำเอกสารสักชั่วโมง ก็รับรถไปใช้งานก่อน แล้วค่อยนัดวันทำสัญญา และโอนกรรมสิทธิ์รถเข้าไฟแนนซ์<br />
ถ้า<strong>ซื้อรถบ้าน </strong>ต้องติดต่อ<em>ไฟแนนซ์</em>เอง ยังเอารถมาใช้ไม่ได้จนกว่าผู้ซื้อจะได้เงินครบ (ดาวน์+จากไฟแนนซ์) และผู้ขายไม่ค่อยอยาก ขายแบบเข้าไฟแนนซ์ เพราะได้เงินช้าหลังจากตกลงกันนานเกิน 1 สัปดาห์ และต้องมีช่วงเวลา 2-5 วันหลังจากมีการโอนกรรมสิทธิ์รถแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินจาก<em>ไฟแนนซ์</em> ทำให้ใจคอไม่ค่อยดีอีกด้วย รถถูกโอนแล้วแต่ยังได้เงินไม่ครบ </p>
<p>‘‘ มีโฆษณามากมาย<br />
ในหลายนิตยสารสื่อซื้อ<strong>ขายรถมือสอง</strong>รายสัปดาห์ เล่มละ 30-50 บาท มีโฆษณาสารพัดเต็นท์ให้ดูอย่างจุใจ ทั้งภาพ รายละเอียด ราคา และสถานที่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ทั้งวัน รถบ้านก็มีโฆษณาในนั้น แต่ไม่มาก และมักไม่มีภาพและมีรายละเอียดน้อย </p>
<p>‘‘ มีรถให้เลือกมาก<br />
เต็นท์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดๆ กัน และมีรถหลายคันในแต่ละเต็นท์ บางครั้งตั้งใจไปดูรถคันเดียวโดยเน้นเฉพาะรุ่น แต่พอไม่ได้ซื้อ ก็อาจจะหันไปดูรถรุ่นอื่นในเต็นท์เดียวกัน หรือเต็นท์ใกล้เคียง หากไปดูรถบ้านก็ต้องเจาะจงดูได้แค่คันเดียวเลย<br />
โลกมี 2 ด้านเสมอ ขาวกับดำแม้ในบาง เรื่องที่ดูสุดแย่ ก็ยังมีแง่มุมที่ดีอยู่บ้าง<br />
ที่มา http://www.bkkcar.com/article/22.asp</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยี่ห้อรถที่ชอบบอกนิสัยเจ้าของ</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 09:22:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=505</guid>
		<description><![CDATA[
 

ยี่ห้อรถที่ชอบบอกนิสัยเจ้าของ
 


ยี่ห้อรถที่คุณใช้อยู่ปัจจุบันนี้ บอกนิสัยของเจ้าของได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ไม่เชื่อมาดูกันว่าแม่นหรือไม่แม่นค่ะ
BMW
      เป็นผู้อ่อนโยนอ่อนหวานแต่ลึกๆเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลต่างๆ มักจะมีนิสัยเจ้าชู้ประเภทปากว่าตาขยิบ แต่ถ้า หากรักใครซักคนก็จะรักแบบหัวปักหัวปำเลยแหละ
      ถ้าไม่ใช่เสี่ยมือเติบก้อหนุ่มขี้หลีโดยประมาณ เป็นคนมุ มานะสูง จะจีบสาวคนใดถ้ามุ่งมั่นไปแล้วก็จะจีบให้ได้ เป็นคนเซ็กส์จัด ชอบพูดจาตลกลามก แต่ดูอบอุ่น เมื่ออยู่ใกล้ๆ
CITRONE
      เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มักจะมองผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าตัวเอง ยึดถือคติ ไวน์ยิ่งแก่ยิ่งรสดี แต่ไม่ชอบดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่
      มักจะมองคนลึกๆไม่มองเพียงภายนอก ถ้าจะคบผู้หญิงจะคบที่หัวใจเท่านั้น แต่เป็นคนที่ขี้เบื่อง่าย ทำอะไรจึงไม่ค่อยสำเร็จ
MERCEDES &#8211; BENZ 
      ผู้ชายที่อบอุ่น มีแต่การให้ โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนมากนัก แต่ก็หวังไว้ลึกๆว่าจะได้ผลนั้นตอบแทน เป็น คนที่ไม่ค่อยพูด แต่เวลาพูดจะพูดไม่หยุด เวลาเมาจะชอบพูดๆๆ
      แล้วก้อพูดเกินความจำเป็น ลึกๆเป็นคน สุขุม เป็นประเภทที่ว่า แอบพกถุงยางอานามัยไว้ในกระเป๋า ในเก๊หน้ารถมียาคุมฉุกเฉิน มักจะเป็นคนที่ มองการไกล หวังถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่าปัจจุบัน
FERRARI 
      ราชัญแห่งม้าพยศ ไม่เกรงกลัวอำนาจใคร มักเป็นคนที่มีอำนาจใหญ่ แต่จะไม่เบ่งถ้าไม่จำเป็น เป็น ลูกเศรฐี หรือไม่ก็อาเสี่ยแก่ๆ ที่ออกมาจับสาวรุ่นราววัยคราวเดียวกับลูกตัวเอง
      เป็นคนที่พดจาเกรงใจคนอื่นแต่คำพูดแต่ละคำนั้นล้วนมีความหมาย จะเจ้าชู้แต่เวลาคบใคร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>
<div><span style="color: #0000ff;"> </span></div>
<p><span style="color: #0000ff;"></p>
<h4><strong>ยี่ห้อรถ</strong>ที่ชอบบอกนิสัยเจ้าของ</h4>
<p> </p>
<p></span></p>
<p><img src="http://www.car4ur.com/uploads/106_20080723100230_.jpg" border="0" alt="" width="450" height="320" /><br />
<strong>ยี่ห้อรถ</strong>ที่คุณใช้อยู่ปัจจุบันนี้ บอกนิสัยของเจ้าของได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ไม่เชื่อมาดูกันว่าแม่นหรือไม่แม่นค่ะ<br />
<strong>BMW</strong></p>
<p>      เป็นผู้อ่อนโยนอ่อนหวานแต่ลึกๆเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลต่างๆ มักจะมีนิสัยเจ้าชู้ประเภทปากว่าตาขยิบ แต่ถ้า หากรักใครซักคนก็จะรักแบบหัวปักหัวปำเลยแหละ</p>
<p>      ถ้าไม่ใช่เสี่ยมือเติบก้อหนุ่มขี้หลีโดยประมาณ เป็นคนมุ มานะสูง จะจีบสาวคนใดถ้ามุ่งมั่นไปแล้วก็จะจีบให้ได้ เป็นคนเซ็กส์จัด ชอบพูดจาตลกลามก แต่ดูอบอุ่น เมื่ออยู่ใกล้ๆ</p>
<p><strong>CITRONE</strong></p>
<p>      เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มักจะมองผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าตัวเอง ยึดถือคติ ไวน์ยิ่งแก่ยิ่งรสดี แต่ไม่ชอบดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่</p>
<p>      มักจะมองคนลึกๆไม่มองเพียงภายนอก ถ้าจะคบผู้หญิงจะคบที่หัวใจเท่านั้น แต่เป็นคนที่ขี้เบื่อง่าย ทำอะไรจึงไม่ค่อยสำเร็จ</p>
<p><strong>MERCEDES &#8211; BENZ </strong></p>
<p>      ผู้ชายที่อบอุ่น มีแต่การให้ โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนมากนัก แต่ก็หวังไว้ลึกๆว่าจะได้ผลนั้นตอบแทน เป็น คนที่ไม่ค่อยพูด แต่เวลาพูดจะพูดไม่หยุด เวลาเมาจะชอบพูดๆๆ</p>
<p>      แล้วก้อพูดเกินความจำเป็น ลึกๆเป็นคน สุขุม เป็นประเภทที่ว่า แอบพกถุงยางอานามัยไว้ในกระเป๋า ในเก๊หน้ารถมียาคุมฉุกเฉิน มักจะเป็นคนที่ มองการไกล หวังถึงอนาคตข้างหน้ามากกว่าปัจจุบัน</p>
<p><strong>FERRARI </strong></p>
<p>      ราชัญแห่งม้าพยศ ไม่เกรงกลัวอำนาจใคร มักเป็นคนที่มีอำนาจใหญ่ แต่จะไม่เบ่งถ้าไม่จำเป็น เป็น ลูกเศรฐี หรือไม่ก็อาเสี่ยแก่ๆ ที่ออกมาจับสาวรุ่นราววัยคราวเดียวกับลูกตัวเอง</p>
<p>      เป็นคนที่พดจาเกรงใจคนอื่นแต่คำพูดแต่ละคำนั้นล้วนมีความหมาย จะเจ้าชู้แต่เวลาคบใคร จะคบทีละคน   </p>
<p><strong>LAMBORGHINI </strong></p>
<p>      เวลาขับ<strong>รถ</strong>จะไม่มองคันอื่น เพราะคิดว่าตัวเองเลิศที่สุดแล้ว มักจะมองผู้หญิงที่ฐานะต่ำกว่าตนเอง ไม่ ชอบอยู่ในกฏระเบียบ ออกจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่าหนุ่มเฟอรารี่ แต่ส่วนมากจะนิสัยดีพูดจาไพเราะ การ วางตัวดูมีอำนาจ</p>
<p><strong>AUDI </strong></p>
<p>      เป็นคนที่พูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่พอใจใครจะพูดออกไปตรงๆ รักครอบครัวเป็นที่สุด แต่จะแอบมีเล็กมี น้อยบ้าง แต่ส่วนมากเป็นคนปากกับใจไม่ตรงกัน ถึงจะพูดอีกอย่างก็ทำอีกอย่าง หรือเรียกง่ายๆ ชอบขู่ แต่ไม่ทำ</p>
<p><strong>CHEVROLET</strong></p>
<p>      เป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน วันหยุดมักจะพาครอบครัวไปเที่ยว เป็นคนที่อบอุ่นยามอยู่ใกล้ ยามอยู่ ไกลก็จะคิดถึง ดูรวมๆแล้วจะเป็นคนเงียบๆ แต่จะเซ็กส์จัดเช่นเดียวกับหนุ่มBMW</p>
<p><strong>FORD</strong></p>
<p>     เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่จะชอบพูดปิดบังเสมอ ถ้าไม่รู้จักใครมักจะไม่เปิดเผยตัวตนของตัว เอง เป็นคนที่ลึกลับ</p>
<p>       ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ชอบให้ใครรบกวน จะไม่ตอบโต้ใคร แต่เมื่อจำ เป็นจะสวมบทโหดทันที เป็นหนุ่มที่ไม่มีรสนิยมในเซ็กส์นัก เพราะฉนั้นชีวิตเซ็กส์จึงดูจืดชืด</p>
<p><strong>TOYOTA</strong></p>
<p>      เป็นคนที่เจ้าชู้พอสมควร แต่จะมีความอดทนสูง ชอบดูถูกผู้อื่น แต่จะมีน้ำใจเมื่ออยู่บนถนน เป็นคนมักมาก โลภมาก แต่ไม่ชอบได้อะไรฟรีๆ ต้องการทำด้วยตนเอง ชอบพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น เป็นคนที่เปิด เผยมาก มีรสนิยมเซ็กส์พิสดาร</p>
<p><strong>HONDA</strong></p>
<p>      เป็นคนเจ้าระเบียบ เรื่องมากเป็นที่สุด ชอบยืนอยู่หน้ากระจกแล้วชมว่าตัวเองหล่อ ดูดี ชอบถามคนอื่น ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ทำอะไรจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นเสมอๆ แม้จะจุกจิก แต่ก็ซ่อนไว้ด้วยความอ่อน หวาน ชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินตัว</p>
<p><strong>NISSAN</strong></p>
<p>     เป็นคนที่เย่อหยิ่ง พูดจาไม่เกรงใจคนอื่น ไม่แคร์ใคร แถมยังชอบนินทาคนอื่นลับหลัง ยามเมื่อต้องการ อะไรจะบอกตรงๆ แต่จะเป็นผู้ชายตรงๆที่ไม่อ้อมค้อม ลึกๆแล้วมักจะเป็นคนที่ชอบคิดมากเรื่องความรัก ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง</p>
<p><strong>MITSUBISHI</strong></p>
<p>     เป็นคนรักครอบครัวมากๆ ทำอะไรก็ต้องเอาครอบครัวไว้ก่อน เป็นคนขี้อายที่ชอบส่งยิ้มให้คนผ่านไปมา เป็นคนอารมณ์ดีเสมอ</p>
<p>     แต่เมื่อโกรธจะสุดๆ เกลียดการรังแกผู้อื่น จะสู้เมื่อจำเป็น ไม่ชอบใช้กำลัง จะ ชอบผู้หญิงที่เด็กกว่า แต่ถ้ารักใครจริงๆแล้ว จะไม่มีวันลืมคนนั้นเลย</p>
<p><strong>VOLVO</strong></p>
<p>     เป็นชายหนุ่มลึกลับผู้มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ชอบให้ใครสรรเสิญยกย่อง ชอบความยุติธรรมชอบลง ทุนและรอกำไร เป็นคนที่ถามคำตอบคำพูดจาน้อย ไม่ชอบสบตาคน ขี้อาย แต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ลึกๆที่หวังกำไรระยะยาว</p>
<p><strong>VOLKSWAGEN</strong></p>
<p>     ชายหนุ่มสุดโรแมนติก ชอบอะไรแปลกๆ ที่ไม่ซ้ำใคร มีไลฟ์ไสตล์แบบไม่เหมือนใคร เป็นคนชอบความตื่น เต้น ไม่ชอบทำอะไรลำบากนัก</p>
<p>      มักจะเป็นคนขี้เกียด ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตนมี ได้คืบจะเอาศอก เป็นคน ปากแข็ง ที่ไม่ค่อยพูดหวานนัก แต่โดยรวมชอบทำตัวโรแมนติก </p>
<p>ที่มา  <a href="http://www.car4ur.com/article-61.php">http://www.car4ur.com/article-61.php</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฏเหล็กในการซื้อรถมือสอง</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 09:51:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=496</guid>
		<description><![CDATA[       1. สุมดประวัติประจำรถ
      มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า 
       2. เจ้าของรถ
      คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควรซื้อรถต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่ 
       3. มือที่เท่าไหร่
      ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>       1. สุมดประวัติประจำรถ<br />
      มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า </p>
<p>       2. เจ้าของรถ<br />
      คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควร<strong>ซื้อรถ</strong>ต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่ </p>
<p>       3. มือที่เท่าไหร่<br />
      ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด ถ้าผ่านมาแล้วหลายมือก็ควรไม่ซื้อ เพราะรถอาจจะมีปัญหาได้<br />
       4. ตัวเลขระยะทางการใช้รถ<br />
      ในการ<strong>ซื้อรถ</strong>คุณควรดูเลขตัวไมล์โดยปกติการใช้รถไม่ควรจะมากกว่าสามหมื่นกิโลเมตรต่อปี หากมากไปกว่านี้ถือว่ามากอาจทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้งานหนัก </p>
<p>       5. สภาพภายใน<br />
      หมายถีงเบาะนั่ง ระบบไฟฟ้าต่างๆ ต้องใช้ได้ อย่างไรก็ตาม สภาพดีมาก ดีน้อย ย่อมแล้วแต่ผู้ใช้และการดูแลรักษา </p>
<p>       6. สภาพภายนอก<br />
      ควรดูสภาพตัวถังมีผุพัง สีถลอกปอกเปิก กันชนบุบ ตัวถังงอ ประตูตก บ้างหรือไม่ </p>
<p>       7. ทำสีมาหรือเปล่า<br />
      รถที่ต้องทำสีใหม่ คือ รถที่เก่ามากอายุควรจะเกิน 15 ปีขี้นไป หากทำสีก่อนหน้านั้นก็เท่ากับว่ารถไม่ได้รับการดูแล ในการทดสอบว่าไปทำสีมาหรือเปล่า ก็ลองเคาะเบาๆ ด้วยสันมือ ถ้าเสียงโปร่งก็สีเดิม ถ้าเสียงทึบบ้างโปร่งบ้าง ก็ทำบางส่วน ถ้าทึบหมดก็ทำทั้งคันรถทำสีใหม่สีจะไม่ทน อาจซีด หรือด้านหรือโปร่ง ภายในสองสามปีเป็นอย่างมาก </p>
<p>       8. ประวัติรถ<br />
      หากสามารถรู้ประวัติการใช้รถของเจ้าของเดิมมาบ้างก็จะดี เพราะจะได้รู้ว่าเจ้าของรถคนเก่าเคยนำรถไปใช้อย่างไร เช่น ไปชนคนตายมาก่อนหรือเปล่า เคยนำรถไปใช้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนน่ากลัวหรือเปล่า ส่งเหล่านี้เราต้องสืบหาเอาเอง </p>
<p>       9. <strong>ซื้อรถ</strong>จากเจ้าของดีกว่าซื้อจาก<em>เต้นท์รถ</em>หรือพ่อค้าคนกลาง<br />
      ถ้า<strong>ซื้อรถ</strong>จากพ่อคนกลาง พ่อค้าคนกลางอาจโอนเป็นชื่อของตนเองหรือโอนลอยไว้ พวกนี้จะเอาของดีๆ ออกจากตัวรถก่อนจะขาย ก็ได้ เช่น เครื่องเสียง อุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์ประกอบรถอื่นๆ ที่พอจะนำไปขายแยกได้ ส่วนเต๊นท์รถนั้นก็คือพ่อค้าคนกลางเหมือนกันแต่เจ้าเล่ห์มากกว่า และมักจะขายราคาแพงกว่าท้องตลาดประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อคัน เวลาจะซื้อรถคุณควรดูให้มั่นใจเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ </p>
<p>       10. หากซื้อรถจากเต้นท์จะต้องนำรถออกทันที<br />
      คุณอย่าไปวางเงินแล้ววางใจ ไม่อย่างนั้น เครื่องเสียง ล้อแม็กซ์ ยาง <strong>เครื่องยนต์ </strong>และอื่น ของคุณอาจจะถูกเปลี่ยนไป โดยที่คุณเองก็อาจทำอะไรก็ไม่ได้ </p>
<p>       11. ต้องรีบโอนรถให้เรียบร้อย<br />
      ถ้าคุณซื้อรถจากเจ้าของแล้วควรนำรถออกทันที แต่ถ้า<strong>ซื้อรถจากเต๊นท์</strong>จะต้องทำสัญญาซื้อขายให้ดี ขอใบเสร็จรับเงินให้เรียบร้อย ถ้านัดไปโอนทะเบียบภายหลังจะต้องกำหนดเวลาการโอนในสัญญาซื้อขายอย่างแน่นอน<br />
ที่มา http://www.buydee.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องของกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 09:08:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=491</guid>
		<description><![CDATA[รถยนต์ทุกคันไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน  อย่างไรจะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมายพร้อมมีการติดตั้งทะเบียน   ซึ่งป้ายทะเบียนถือว่าเป็นทรัพย์สินของทางราชการ  ดังนั้น ห้ามทำการใดๆ  ในการยึดป้ายทะเบียน  จะต้องเป็นไปตามที่ใด้กำหนดไว้เพียงแต่ว่าจะยึดติดอย่างไรเท่านั้น 
ส่วนใหญ่ในปัจจุบันตามเส้นทางต่างๆจะพบว่าใช้กรอบป้ายทะเบียนทั้งสิ้น  น้อยมากที่จะเห็นว่ามีการเจาะรูพร้อมกับการยึดน๊อตการกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่ผิด    แต่จะต้องเห็นตัวหนังสือครบทุกตัว   และชัดเจนถือว่าใช้ได้    แผ่นป้ายทะเบียนห้ามกระทำการใดๆลงไป  เช่น  สติกเกอร์ ,ทาสี  , เขียนด้วยปากกาและอื่นๆ รวมถึงกรอบป้ายทะเบียนด้วย  แต่สำหรับป้ายทะเบียน     พิเศษที่เป็นลวดลายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ถือว่าไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดครับ  ดังนั้นท่านเจ้าของรถยนต์ควรกระทำตามที่ได้ระบุไว้   มิฉะนั้นอาจถูกเจ้าหน้าที่เรียกจับ-ปรับได้ครับ             
มาถึงในเรื่องของกรอบป้ายทะเบียนกันนะครับ  กรอบป้ายทะเบียนมีด้วยกันหลายชนิด  หลายประเภท  หลายวัสดุแต่ในการนี้จะขอกล่าวถึงการคำนึงการที่จะเลือกใช้ชนิดของกรอบป้ายทะเบียน  มาดูสิว่าอย่างไหนน่าใช้กว่ากันและจะเหมาะสมกับรถยนต์มากน้อยแค่ไหน             
 กรอบป้ายทะเบียนที่เป็นโครเมี่ยม
กรอบป้ายทะเบียนประเภทนี้มีความเงางามเห็นแล้วเด่นชัด  ดูดีมีราคา  หรูหรา ทำให้เกิดความสวยงาม  การยึดติดเข้ากับตัวรถจะต้องยึดแผ่นตัวรองของกรอบป้ายทะเบียนก่อนแล้วใส่ป้ายทะเบียนเหมือนกรอบป้ายทะเบียนทั่วไป  จากนั้นก็ประกบด้วยกรอบป้ายทะเบียนด้านนอกอีกครั้ง   บางรุ่นกรอบป้ายทะเบียนโครเมี่ยมเมื่อยึดติดแล้วจะไม่แน่นพอเวลารถวิ่งอาจเกิดเสียงดังแน่นอน  การยึดกรอบป้ายด้านนอกด้วยน๊อตตัวเล็กๆจะมีโอกาศหายได้ง่าย  สุดท้ายป้ายทะเบียนก็จะหลุดหายได้อีก  สังเกตเห็นได้ตามรถซาเล้งหรือร้านทำป้ายทะเบียนทั่วไปที่เห็นเป็นของแท้อีกด้วย 
อันดับต่อมาในเรื่องของความร้อนหากมีการจอดรถตากแดด  จะมีความร้อนที่มากหากร่างกายไปโดนอาจเกิดปัญหาได้นอกจากนั้นความเงางามยังสะท้อนเมื่อยามกระทบกับแสงแดดเข้าหาผู้ร่วมใช้เส้นทางอื่น  อย่างนี้ก็มีอันตรายแฝงอยู่ 
ต่อมาวัสดุที่ใช้ทำมีคุณภาพที่ไม่ดีก็จะเกิดสนิมโดยง่ายลักษณะเช่นนี้อาจส่งผลถึงสีรถก็เป็นไปได้อีก  อันดับต่อมาอันนี้สำคัญในเรื่องของความปลอดภัย  คือ  หากมีการล้างรถยนต์ด้วยตนเองมีการฉีดน้ำล้างด้วยโฟมหรือน้ำยาทำความสะอาดอื่นจะต้องมีการลูบเช็ดรอบคันจังหวะนี้แหละครับ  บริเวณกรอบป้ายทะเบียนตามขอบจะมีความคมมาก  ขนาดผ้าหรือแม้กระทั่งฟองน้ำยังฉีกขาดเลยไฉนเลยเนื้อมนุษย์จะไม่เสียหาย  ตรงนี้ขอให้ระวังให้มากๆ ( ว่างๆลองถามพนักงานที่ล้างอัดฉีดดูก็ได้ครับ ) ควรมิควรแล้วแต่เจ้าของรถเลือกใช้กันนะครับ 
 กรอบป้ายทะเบียนแบบพลาสติก
 กรอบป้ายทะเบียนประเภทนี้  มีน้ำหนักที่เบา , ไม่สะท้อนแสง , ไม่เป็นสนิม , บริเวณขอบป้ายแทบจะไม่มีความคมเลย การถอดใส่ป้ายทะเบียนก็ง่าย( รุ่นใหม่จะใช้มือ ) และเป็นที่นิยมอย่างมากขณะนี้เรื่องของสีก็มีให้เลือกมากมายเพื่อให้เข้ากับรถยนต์ของท่านได้เป็นอย่างดี ( ดูแล้วสวย ) หากทำความสะอาดรถ ก็ไม่บาดมือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รถยนต์</strong>ทุกคันไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน  อย่างไรจะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมายพร้อมมีการติดตั้งทะเบียน   ซึ่งป้ายทะเบียนถือว่าเป็นทรัพย์สินของทางราชการ  ดังนั้น ห้ามทำการใดๆ  ในการยึดป้ายทะเบียน  จะต้องเป็นไปตามที่ใด้กำหนดไว้เพียงแต่ว่าจะยึดติดอย่างไรเท่านั้น </p>
<p>ส่วนใหญ่ในปัจจุบันตามเส้นทางต่างๆจะพบว่าใช้กรอบ<strong>ป้ายทะเบียน</strong>ทั้งสิ้น  น้อยมากที่จะเห็นว่ามีการเจาะรูพร้อมกับการยึดน๊อตการกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่ผิด    แต่จะต้องเห็นตัวหนังสือครบทุกตัว   และชัดเจนถือว่าใช้ได้    แผ่นป้ายทะเบียนห้ามกระทำการใดๆลงไป  เช่น  สติกเกอร์ ,ทาสี  , เขียนด้วยปากกาและอื่นๆ รวมถึงกรอบป้ายทะเบียนด้วย  แต่สำหรับป้ายทะเบียน     พิเศษที่เป็นลวดลายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ถือว่าไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดครับ  ดังนั้นท่านเจ้าของรถยนต์ควรกระทำตามที่ได้ระบุไว้   มิฉะนั้นอาจถูกเจ้าหน้าที่เรียกจับ-ปรับได้ครับ             </p>
<p>มาถึงในเรื่องของกรอบป้ายทะเบียนกันนะครับ  กรอบป้ายทะเบียนมีด้วยกันหลายชนิด  หลายประเภท  หลายวัสดุแต่ในการนี้จะขอกล่าวถึงการคำนึงการที่จะเลือกใช้ชนิดของกรอบป้ายทะเบียน  มาดูสิว่าอย่างไหนน่าใช้กว่ากันและจะเหมาะสมกับรถยนต์มากน้อยแค่ไหน         <span id="more-491"></span>    </p>
<p><span style="color: #993300;"> <span style="font-size: medium;">กรอบป้ายทะเบียนที่เป็นโครเมี่ยม</span></span></p>
<p>กรอบป้ายทะเบียนประเภทนี้มีความเงางามเห็นแล้วเด่นชัด  ดูดีมีราคา  หรูหรา ทำให้เกิดความสวยงาม  การยึดติดเข้ากับตัวรถจะต้องยึดแผ่นตัวรองของกรอบป้ายทะเบียนก่อนแล้วใส่ป้ายทะเบียนเหมือนกรอบป้ายทะเบียนทั่วไป  จากนั้นก็ประกบด้วยกรอบป้ายทะเบียนด้านนอกอีกครั้ง   บางรุ่นกรอบป้ายทะเบียนโครเมี่ยมเมื่อยึดติดแล้วจะไม่แน่นพอเวลารถวิ่งอาจเกิดเสียงดังแน่นอน  การยึดกรอบป้ายด้านนอกด้วยน๊อตตัวเล็กๆจะมีโอกาศหายได้ง่าย  สุดท้ายป้ายทะเบียนก็จะหลุดหายได้อีก  สังเกตเห็นได้ตามรถซาเล้งหรือร้านทำป้ายทะเบียนทั่วไปที่เห็นเป็นของแท้อีกด้วย </p>
<p>อันดับต่อมาในเรื่องของความร้อนหากมีการจอดรถตากแดด  จะมีความร้อนที่มากหากร่างกายไปโดนอาจเกิดปัญหาได้นอกจากนั้นความเงางามยังสะท้อนเมื่อยามกระทบกับแสงแดดเข้าหาผู้ร่วมใช้เส้นทางอื่น  อย่างนี้ก็มีอันตรายแฝงอยู่ </p>
<p>ต่อมาวัสดุที่ใช้ทำมีคุณภาพที่ไม่ดีก็จะเกิดสนิมโดยง่ายลักษณะเช่นนี้อาจส่งผลถึงสีรถก็เป็นไปได้อีก  อันดับต่อมาอันนี้สำคัญในเรื่องของความปลอดภัย  คือ  หากมีการล้างรถยนต์ด้วยตนเองมีการฉีดน้ำล้างด้วยโฟมหรือน้ำยาทำความสะอาดอื่นจะต้องมีการลูบเช็ดรอบคันจังหวะนี้แหละครับ  บริเวณกรอบป้ายทะเบียนตามขอบจะมีความคมมาก  ขนาดผ้าหรือแม้กระทั่งฟองน้ำยังฉีกขาดเลยไฉนเลยเนื้อมนุษย์จะไม่เสียหาย  ตรงนี้ขอให้ระวังให้มากๆ ( ว่างๆลองถามพนักงานที่ล้างอัดฉีดดูก็ได้ครับ ) ควรมิควรแล้วแต่เจ้าของรถเลือกใช้กันนะครับ </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #003366;"> กรอบป้ายทะเบียนแบบพลาสติก</span></p>
<p> กรอบป้ายทะเบียนประเภทนี้  มีน้ำหนักที่เบา , ไม่สะท้อนแสง , ไม่เป็นสนิม , บริเวณขอบป้ายแทบจะไม่มีความคมเลย การถอดใส่ป้ายทะเบียนก็ง่าย( รุ่นใหม่จะใช้มือ ) และเป็นที่นิยมอย่างมากขณะนี้เรื่องของสีก็มีให้เลือกมากมายเพื่อให้เข้ากับรถยนต์ของท่านได้เป็นอย่างดี ( ดูแล้วสวย ) หากทำความสะอาดรถ ก็ไม่บาดมือ นั่นก็หมายความว่ามีความปลอดภัยมากขึ้น ทางด้านราคาจำหน่ายก็เหมาะสมซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปเหมือนกับกรอบป้ายทะเบียนทั่วไปครับ        </p>
<p>ดังนั้น การเลือกใช้กรอบป้ายทะเบียนไม่ว่าประเภทไหนขอให้ถูกต้องตามกฎหมายกันนะครับหากไม่ใช้ก็ขอให้ติดตั้งอย่างถูกต้องกันด้วยนะครับ  เพื่อสังคมไทยทีดีมีความสุขกันครับผม       </p>
<p>ที่มา  <a href="http://www.phithan-toyota.com">http://www.phithan-toyota.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รถบ้านเห็นเจ้าของ คืออะไร</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 08:04:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=486</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่นทางทีมงาน มอเตอร์ทูมาร์เก็ต คงต้องขออธิบายก่อนนะครับ ว่า รถบ้านคืออะไร ทำไมบางท่านจึงนิยมรถบ้านมากเป็นพิเศษ
ปกติแล้วการซื้อขายรถมือสองนั้น หลักๆแล้วจะมีการซื้อขาย อยู่ 2 ประเภท คือ ซื้อขายผ่านคนกลางหรือไม่ใช่โดยตรงกับผู้ใช้ เช่น รถประมูล รถเต็นท์ รถไฟแนนซ์ และอื่นๆ อีกประเภทคือการซื้อขายโดยตรงกับผู้ใช้รถ หรือ รถบ้าน ซึ่งรถบ้านตรงนี้ จะมีข้อดีก็คือ การซื้อขายจะได้คุยกับเจ้าของรถโดยตรง จะรู้ว่ารถเป็นยังไง ขับมาเป็นยังไงบ้าง ปัญหาที่เกิดขึ้น และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ซื้อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงกว่า แต่ก็มีข้อเสียอยุ่เช่นกัน ก็คือจะเป็นการขายตามสภาพ รถเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น การซื้อขายไม่มีการรับประกันคุณภาพ และส่วนมากการซื้อขายแบบนี้ต้องใช้เวลานาน เหมาะกับคนไม่รีบร้อนซื้อ ไม่รีบร้อนขาย
เนื่องจากในปัจจุบัน รถบ้านก็ยังมีความต้องการอยู่ในตลาด และได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง คล้ายๆกับตัวแทนซื้อขายรถเพียงแต่ว่าไม่ได้ทำจริงจัง ทำเป็นลักษณะงานเสริม ซึ่งได้ซื้อรถมาขาย และใช้ชื่อว่า รถบ้านเช่นกัน ทำให้ผู้ซื้อหลายๆท่านเกิดความสับสน เพราะว่า รถบ้านชนิดนี้ ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ใช้รถจริง ไม่ได้รู้สภาพรถ จึงทำให้ไม่ได้ประโยชน์ของการซื้อขายแบบรถบ้าน ที่หมายถึงการซื้อขายตรงกับผู้ใช้ ทางทีมงานจึงมองเห็นว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค ทางทีมงาน มอเตอร์ทูมาร์เก็ต จึงได้พัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาชื่อว่า รถบ้านเห็นเจ้าของ Motor2market.com [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนอื่นทางทีมงาน มอเตอร์ทูมาร์เก็ต คงต้องขออธิบายก่อนนะครับ ว่า รถบ้านคืออะไร ทำไมบางท่านจึงนิยมรถบ้านมากเป็นพิเศษ</p>
<p>ปกติแล้วการซื้อขาย<strong>รถมือสอง</strong>นั้น หลักๆแล้วจะมีการ<em>ซื้อขาย </em>อยู่ 2 ประเภท คือ ซื้อขายผ่านคนกลางหรือไม่ใช่โดยตรงกับผู้ใช้ เช่น รถประมูล <strong>รถเต็นท์ </strong>รถ<strong>ไฟแนนซ์</strong> และอื่นๆ อีกประเภทคือการซื้อขายโดยตรงกับผู้ใช้รถ หรือ <strong>รถบ้าน </strong>ซึ่ง<em>รถบ้าน</em>ตรงนี้ จะมีข้อดีก็คือ การซื้อขายจะได้คุยกับเจ้าของรถโดยตรง จะรู้ว่ารถเป็นยังไง ขับมาเป็นยังไงบ้าง ปัญหาที่เกิดขึ้น และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ซื้อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงกว่า แต่ก็มีข้อเสียอยุ่เช่นกัน ก็คือจะเป็น<strong>การขาย</strong>ตามสภาพ<strong> รถ</strong>เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น การซื้อขายไม่มีการรับประกันคุณภาพ และส่วนมากการ<strong>ซื้อขาย</strong>แบบนี้ต้องใช้เวลานาน เหมาะกับคนไม่รีบร้อนซื้อ ไม่รีบร้อนขาย</p>
<p>เนื่องจากในปัจจุบัน <strong>รถบ้าน</strong>ก็ยังมีความต้องการอยู่ในตลาด และได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง คล้ายๆกับตัวแทน<em>ซื้อขายรถ</em>เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำจริงจัง ทำเป็นลักษณะงานเสริม ซึ่งได้ซื้อรถมาขาย และใช้ชื่อว่า <strong>รถบ้าน</strong>เช่นกัน ทำให้ผู้ซื้อหลายๆท่านเกิดความสับสน เพราะว่า รถบ้านชนิดนี้ ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ใช้รถจริง ไม่ได้รู้สภาพรถ จึงทำให้ไม่ได้ประโยชน์ของ<em>การซื้อขาย</em>แบบรถบ้าน ที่หมายถึงการซื้อขายตรงกับผู้ใช้ ทางทีมงานจึงมองเห็นว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค ทางทีมงาน มอเตอร์ทูมาร์เก็ต จึงได้พัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาชื่อว่า รถบ้านเห็นเจ้าของ Motor2market.com เพื่อให้แยกกันให้ชัดเจนระหว่าง รถบ้าน กับ รถที่ซื้อขายผ่านคนกลาง ให้คุณได้มั่นใจว่าได้ติดต่อกับรถบ้านจริงๆ ได้คุยกับเจ้าของรถจริงๆ<span id="more-486"></span></p>
<p>เพื่อให้ไม่เกิดความสับสนกับผู้บริโภค ทางเว็บ Motor2Market.com จึงได้พยายามสร้างความชัดเจนของรถบ้านขึ้นมา ซึ่งทางทีมงานได้นำจุดเด่นของ<strong>รถบ้าน</strong>ที่ชัดเจนที่สุดมาสร้างเป็น <strong>รถบ้าน</strong>เห็นเจ้าของ Motor2Market.com ก็คือ การแสดงตัวตนของเจ้าของรถจริงๆ ด้วยรูปข้อมูลส่วนบุคคล 3 รูปพิเศษ โดยทางทีมงานมอเตอร์ทูมาร์เก็ต จะเป็นผู้ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างของรถคัน เช่น รูป<strong>รถยนต์ </strong>9 รูปเอง พร้อมทั้ง รูปพิเศษ 3 รูปซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้ขายรถเป็นเจ้าของรถจริงๆ ดังนี้</p>
<p>1 รูปถ่าย เจ้าของรถ ยืนคู่กับรถคันที่ขาย<br />
2 รูปถ่าย บัตรประชาชนของผู้ขาย และ <strong>เล่มทะเบียน</strong>ของรถคันนั้น ซึ่งจะทำให้ท่านได้ทราบว่า ชื่อผู้ขายในบัตรประชาชน จะต้องตรงกับในเล่มทะเบียน ซึ่งทำใหสามารถยืนยันได้ว่า ผู้ขายเป็นเจ้าของรถจริงๆ ( อาจมีข้อยกเว้นเช่น บิดา มารดาเป็นเจ้าของรถ หรือว่า รถบริษัทและอื่นๆ สามารถโทรสอบถามได้กับทางผู้ขาย)<br />
3 รูปถ่ายเพิ่มเติม เช่น Book Service หรือว่า กรมธรรพ์ประกัน<em>รถยนต์ </em>และอื่นๆ<br />
ท่านสามารถดูตัวอย่างได้ โดยคลิกที่นี่</p>
<p>ซึ่งในรูปข้อมูลส่วนบุคคลนี้ จะเป็นรูปที่เป็นหลักฐานเพียงพอให้ท่านได้พิสูจน์ได้ว่า ผู้ขายเป็นเจ้าของรถจริง และในเล่มทะเบียนยังบอกด้วยว่า รถคันนี้ติด<strong>ไฟแนนซ์</strong>หรือไม่ รถคันนี้ผู้ขายได้ใช้มานานแค่ใหนแล้ว และอื่นๆ<br />
และในส่วนของผู้ขายนั้น รูปข้อมูลส่วนบุคคลนี้ จะถูกป้องกันด้วยรหัสผ่าน หากมีผู้ใดต้องการจะดูรูปพิเศษ 3 รูปนี้ จะต้องโทรไปขอรหัสผ่านจากทางผู้ขายรถเท่านั้น พร้อมกันนั้นในรูปถ่าย จะมีการปิดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถก่อนถ่ายเช่น รหัสบัตรประชาชน และอื่นๆ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนบุคคลของผู้ขายอย่างสูงสุด ท่านสามารถดูตัวอย่างได้ โดยคลิกที่นี่<br />
การเลือกชมและ<strong>ซื้อรถบ้าน</strong>เห็นเจ้าของ โดยทางเว็บจะแบ่ง รถบ้านเห็นเจ้าของออกเป็น 3 หมวด คือ 1 ผู้ชายเป็นเจ้าของ ( ชายขับ) 2 ผู้หญิงเป็นเจ้าของ ( หญิงขับ) 3 เป็นรถบริษัท โดยจะมีโลโก้ดังนี้ ……. และจะมีอีกหนึ่งโลโก้ หมายถึงรวมรถบ้านเห็นเจ้าของทุกประเภท</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.motor2market.com">http://www.motor2market.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการขับขี่รถยนต์ให้ได้เปรียบเชิงกล</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 07:57:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=483</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกปัจจุบันมีผู้ใช้รถใช้ถนนกันเป็นจำนวนมากเเละ มีพฤติกรรมการขับรถยนต์ที่เเตกต่างกันไปครับ เมื่อคุณได้อ่าน  บทความนี้เเล้ว ลองสำรวจตัวเองเเละคนรอบข้างดูนะครับ  ว่ามีพฤติกรรมการขับรถเป็นอย่างไร  ขับเเล้วรู้จักถนอมรถหรือเปล่าหรือขับแล้วสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติหรือเปล่า  ในบทความนี้คุณจะได้รู้ถึงหลักการง่ายๆ ในการขับรถยนต์ให้ได้เปรียบเชิงกลและไม่เสียเปรียบเชิงกล สามารถขับรถยนต์ได้อย่างชาญฉลาดและมีความปลอดภัยครับ เราจะแบ่งได้เป็น 5 กรณีง่ายๆครับ เราลองมาดูกันนะครับว่าคุณจะทำได้หรือเปล่า
1. ในกรณีที่รถยนต์ของคุณติดไฟแดงเป็นเวลาค่อนข้างนาน ไม่ควรเหยียบเบรคแช่ไว้ตลอดเวลา ควรใส่เบรคมือไว้เพื่อผ่อนคลายความล้าของขาและช่วยยืดอายุหลอดไฟเบรค และสวิตช์ไฟเบรค ตลอดจนช่วยประหยัดพลังงานรถยนต์ของคุณด้วยครับ ถ้ารถยนต์ของคุณใช้เกียร์อัตโนมัติก็ควรโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง (เกียร์ N) และใส่เบรคมือเช่นกันนอกจากข้อดีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อดีอีกข้อครับคือ จะช่วยลดความร้อนที่เกิดในน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งถ้าน้ำมันร้อนจัดแล้วจะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้นครับ
2. ในกรณีที่คุณขับรถบนถนนเปียก ความเสียดทานระหว่างยางกับถนนจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของถนนแห้ง ดังนั้นการยึดเกาะถนนไม่ดีเท่ากับถนนแห้งโอกาสที่ล้อจะล็อคตายและลื่นไถลไปบนถนนจึงมีสูงมากครับ ดังนั้นจึงต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังและอย่าใช้ความเร็วสูงเป็นอันขาด เพราะอุบัติเหตุที่พบเห็นอยู่เสมอมักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีฝนตกจนถนนเปียกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆ  ฝุ่นบนถนนจะผสมกับน้ำฝนจนเป็นเมือก ซึ่งมีความลื่นมากเป็นพิเศษครับ
3. ในกรณีที่คุณเหยีบเบรคอย่างกะทันหันจนล้อล็อคตายคุณจะไม่สามารถควบคุมการเลี้ยวของรถยนต์ได้ครับ รถยนต์จะเลื่อนไหลไปตามแรงเฉื่อยของรถยนต์โดยที่ยางเสียดสีไปบนถนนเป็นทางยาว เรื่องนี้เป็นอันตรายมากครับดังนั้นถ้ารถยนต์ของคุณไม่ได้ใช้เบรค ABS คุณอาจลดการล็อคตายของล้อได้ (เพราะในขณะที่คุณกำลังเบรค คุณสามารถรู้สึกได้ว่าล้อกำลังจะล็อคตาย) โดยอาจผ่อนเบรคเล็กน้อยแล้วจึงเหยียบเบรคลงไปใหม่อย่างรวดเร็วจะช่วยได้ครับ
4. ในกรณีที่คุณขับรถลงทางชันซึ่งมีความลาดชันค่อนข้างมากคุณควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยในการเบรค ซึ่งในทางวิศวกรรมเราเรียกว่า การเบรคด้วยเครื่องยนต์ (ENGINE BRAKE) แต่ถ้าคุณไม่ใช้การเบรคด้วยเครื่องยนต์ (อาจเป็นเพราะว่าความเคยชินหรือ กลัวเครื่องพัง หรือกลัวเปลืองน้ำมัน) อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ คุณก็จะต้องคอยเหยียบเบรคไว้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ความเร็วของรถยนต์เพิ่มสูงเกินไปใช่มั้ยครับ การกระทำเช่นนี้จะมีผลเสียต่อระบบเบรค คือ เบรคจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกปัจจุบันมีผู้ใช้รถใช้ถนนกันเป็นจำนวนมากเเละ มีพฤติกรรมการขับ<strong>รถยนต์</strong>ที่เเตกต่างกันไปครับ เมื่อคุณได้อ่าน  บทความนี้เเล้ว ลองสำรวจตัวเองเเละคนรอบข้างดูนะครับ  ว่ามีพฤติกรรมการขับรถเป็นอย่างไร  ขับเเล้วรู้จักถนอมรถหรือเปล่าหรือขับแล้วสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติหรือเปล่า  ในบทความนี้คุณจะได้รู้ถึงหลักการง่ายๆ ในการขับ<strong>รถยนต์</strong>ให้ได้เปรียบเชิงกลและไม่เสียเปรียบเชิงกล สามารถขับ<strong>รถยนต์</strong>ได้อย่างชาญฉลาดและมีความปลอดภัยครับ เราจะแบ่งได้เป็น 5 กรณีง่ายๆครับ เราลองมาดูกันนะครับว่าคุณจะทำได้หรือเปล่า<span id="more-483"></span></p>
<li>1. ในกรณีที่รถยนต์ของคุณติดไฟแดงเป็นเวลาค่อนข้างนาน ไม่ควรเหยียบเบรคแช่ไว้ตลอดเวลา ควรใส่เบรคมือไว้เพื่อผ่อนคลายความล้าของขาและช่วยยืดอายุหลอดไฟเบรค และสวิตช์ไฟเบรค ตลอดจนช่วยประหยัดพลังงานรถยนต์ของคุณด้วยครับ ถ้า<strong>รถยนต์</strong>ของคุณใช้เกียร์อัตโนมัติก็ควรโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง (เกียร์ N) และใส่เบรคมือเช่นกันนอกจากข้อดีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อดีอีกข้อครับคือ จะช่วยลดความร้อนที่เกิดในน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งถ้าน้ำมันร้อนจัดแล้วจะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้นครับ</li>
<li>2. ในกรณีที่คุณขับรถบนถนนเปียก ความเสียดทานระหว่างยางกับถนนจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของถนนแห้ง ดังนั้นการยึดเกาะถนนไม่ดีเท่ากับถนนแห้งโอกาสที่ล้อจะล็อคตายและลื่นไถลไปบนถนนจึงมีสูงมากครับ ดังนั้นจึงต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังและอย่าใช้ความเร็วสูงเป็นอันขาด เพราะอุบัติเหตุที่พบเห็นอยู่เสมอมักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีฝนตกจนถนนเปียกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆ  ฝุ่นบนถนนจะผสมกับน้ำฝนจนเป็นเมือก ซึ่งมีความลื่นมากเป็นพิเศษครับ</li>
<li>3. ในกรณีที่คุณเหยีบเบรคอย่างกะทันหันจนล้อล็อคตายคุณจะไม่สามารถควบคุมการเลี้ยวของ<strong>รถยนต์</strong>ได้ครับ รถยนต์จะเลื่อนไหลไปตามแรงเฉื่อยของรถยนต์โดยที่ยางเสียดสีไปบนถนนเป็นทางยาว เรื่องนี้เป็นอันตรายมากครับดังนั้นถ้ารถยนต์ของคุณไม่ได้ใช้เบรค ABS คุณอาจลดการล็อคตายของล้อได้ (เพราะในขณะที่คุณกำลังเบรค คุณสามารถรู้สึกได้ว่าล้อกำลังจะล็อคตาย) โดยอาจผ่อนเบรคเล็กน้อยแล้วจึงเหยียบเบรคลงไปใหม่อย่างรวดเร็วจะช่วยได้ครับ</li>
<li>4. ในกรณีที่คุณขับรถลงทางชันซึ่งมีความลาดชันค่อนข้างมากคุณควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยในการเบรค ซึ่งในทางวิศวกรรมเราเรียกว่า การเบรคด้วยเครื่องยนต์ (ENGINE BRAKE) แต่ถ้าคุณไม่ใช้การเบรคด้วยเครื่องยนต์ (อาจเป็นเพราะว่าความเคยชินหรือ กลัวเครื่องพัง หรือกลัวเปลืองน้ำมัน) อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ คุณก็จะต้องคอยเหยียบเบรคไว้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ความเร็วของรถยนต์เพิ่มสูงเกินไปใช่มั้ยครับ การกระทำเช่นนี้จะมีผลเสียต่อระบบเบรค คือ เบรคจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ เบรคจะร้อนจัดเกินไปเพราะ รถยนต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำเพราะการเบรคอยู่บ่อยครั้งอากาศจึงไม่สามารถเข้าไประบายความร้อนเบรคได้ทัน ประสิทธิภาพการเบรคจะลดลงครับ ถ้าเบรคร้อนมากจนทำให้น้ำมันที่ลูกปั้มเดือดก็จะส่งผลเสียอย่างมากครับ คือจะทำให้เบรคไม่อยู่และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ครับ</li>
<li>5. ในกรณีที่คุณขับรถอยู่บนถนนและยางรถยนต์เกิดระเบิดขึ้นอย่างทันทีทันใด คุณจะรู้สึกได้ว่ารถยนต์เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง การควบคุมรถจะทำได้ยากครับ ถ้าเกิดเหตุการณ์ยางระเบิดดังกล่าว ต้องตั้งสติให้มั่น จับพวงมาลัยให้มั่นคง อย่าเหยียบเบรคอย่างทันทีนันใดเพราะจะทำให้<strong>รถยนต์</strong>เสียหลักได้ครับ ควรแตะเบรคอย่างนิ่มนวลเพื่อลดความเร็วของ<strong>รถยนต์ </strong>แล้วเปลี่ยนช่องทางจราจรจอดข้างถนนตรงบริเวณที่ปลอดภัยเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ หรือขอความช่วยเหลือครับ</li>
<li>เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 5กรณี ที่กล่าวมาไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ในบางครั้งคุณอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถอย่างที่เคยขับมาด้วยความเคยชินก็ดี หรือ ความไม่รู้ก็ดี คุณก็ต้องลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถของคุณดูนะครับ ลองดูครับ แล้วคุณจะรู้ว่าการขับรถที่มีประสิทฺธิภาพได้เปรียบเชิงกลและมีความปลอดภัยนั้นจะทำให้รถยนต์ของคุณมีความสุข และ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและอยู่เคียงข้างคุณไปอีกนานแสนนานครับ และผมก็เชื่อว่าคุณและคนที่คุณรักจะต้องมีความสุขแน่นอนครับ  </li>
<li>ที่มา  <a href="http://variety.eduzones.com">http://variety.eduzones.com</a></li>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลหลังซื้อรถยนต์มือสอง</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1-2.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 07:44:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=480</guid>
		<description><![CDATA[เป็นไปได้ยาก ที่เราจะทราบว่า รถที่เราซื้อมานั้นได้รับการดูแล ซ่อมแซมมาในจุดใดแล้วบ้าง จะมานั่งดู Book Service ก็เป็นเรื่องใหญ่ มักอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีมา ครั้นจะมาเย็นใจซื้อมาแล้ว ใช้ๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยเช็คทีหลัง พอดีรถสุดที่รักก็เกิดปัญหา (เจ๊ง) เสียก่อน หลังจากที่เราได้ซื้อรถมาครอบครองแล้ว เราควรนำรถไปเช็ค หรือเปลี่ยนในจุดใดบ้าง เป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ เสียกิ๊ก (กรณีไม่มีรถไปรับ ไม่รู้เกี่ยวหรือเปล่า) รับประกันหมดปัญหากังวนใจในภายหน้า มาเริ่มกันเลยครับ
ระบบสารหล่อลื่นทั้งหมด
น้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง , ไส้กรองน้ำมันเครื่อง เสียใหม่ และทำการจดบันทึก เลขกิโลเมตรที่ใช้งาน ส่วนมากน้ำมันเครื่องเกรดทั่วๆไป จะมีอายุการใช้งานที่ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นพวก สังเคราะห์ และกึ่งสังเคราะห์จะอยู่ได้กว่า 10,000 กิโลเมตร และคอยตรวจเช็คระดับหลังใช้งานอยู่เรื่อยๆ น้ำมันเครื่องที่พร่องลงไปในระหว่างใช้งานจะ มากหรือน้อยนั้น หมายถึงความหลวมของเครื่องยนต์ เป็นการประเมินได้ว่าเครื่องจะต้องได้รับการซ่อมแซมต ่อไปอย่างไร
น้ำมันเกียร , น้ำมันเฟืองท้าย ไม่ว่าจะเป็นเกียรออโต้ หรือเกียรธรรมดาจะมีอายุการใช้งานที่ 25,000 – [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นไปได้ยาก ที่เราจะทราบว่า รถที่เราซื้อมานั้นได้รับการดูแล ซ่อมแซมมาในจุดใดแล้วบ้าง จะมานั่งดู Book Service ก็เป็นเรื่องใหญ่ มักอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีมา ครั้นจะมาเย็นใจซื้อมาแล้ว ใช้ๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยเช็คทีหลัง พอดีรถสุดที่รักก็เกิดปัญหา (เจ๊ง) เสียก่อน หลังจากที่เราได้<strong>ซื้อรถ</strong>มาครอบครองแล้ว เราควรนำรถไปเช็ค หรือเปลี่ยนในจุดใดบ้าง เป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ เสียกิ๊ก (กรณีไม่มีรถไปรับ ไม่รู้เกี่ยวหรือเปล่า) รับประกันหมดปัญหากังวนใจในภายหน้า มาเริ่มกันเลยครับ</p>
<p>ระบบสารหล่อลื่นทั้งหมด<br />
น้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง , ไส้กรองน้ำมันเครื่อง เสียใหม่ และทำการจดบันทึก เลขกิโลเมตรที่ใช้งาน ส่วนมากน้ำมันเครื่องเกรดทั่วๆไป จะมีอายุการใช้งานที่ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นพวก สังเคราะห์ และกึ่งสังเคราะห์จะอยู่ได้กว่า 10,000 กิโลเมตร และคอยตรวจเช็คระดับหลังใช้งานอยู่เรื่อยๆ น้ำมันเครื่องที่พร่องลงไปในระหว่างใช้งานจะ มากหรือน้อยนั้น หมายถึงความหลวมของ<strong>เครื่องยนต์ </strong>เป็นการประเมินได้ว่าเครื่องจะต้องได้รับการซ่อมแซมต ่อไปอย่างไร<br />
น้ำมันเกียร , น้ำมันเฟืองท้าย ไม่ว่าจะเป็นเกียรออโต้ หรือเกียรธรรมดาจะมีอายุการใช้งานที่ 25,000 – 50,000 กิโลเมตร ควรตรวจเช็คระดับ ว่าขาดหายหรือไม่ ถ้าเก่ามากควรได้รับการเปลี่ยนถ่าย หรือถ้ารั่วควรรีบซ่อมแซมโดยด่วน<span id="more-480"></span></p>
<p>น้ำมันเบรก ถือเป็นสารหล่อลื่นในระบบเบรก ควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 1-2 ปี ถ้าเห็นว่าน้ำมันมีสีคล้ำ ควรเปลี่ยนถ่าย เพราะอาจทำให้ลูกยางเบรก และแม่ปั้มเสียหายก่อนกำหนด<br />
น้ำมันครัช ควรเปลี่ยนถ่ายพร้อมๆน้ำมันเบรก และเป็นการตรวจสอบรอยรั่วของแม่ปั้มครัช ว่ามีอาการรั่วซึมหรือไม่ เพื่อป้องกันลูกยางครัชแตก ถึงกับเข้าเกียรไม่ได้<br />
น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ปกติจะต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 1-2 ปี น้ำมันที่เก่ามากๆ จะทำให้ปั้มน้ำมัน และ แร็คพวงมาลัยสึกหรอเร็วกว่ากำหนด น้ำมันเพาเวอร์ที่เก่าจะเป็นสีแดงจางๆ<br />
น้ำมันกระปุกพวงมาลัย สำหรับรถกะบะพวงมาลัยธรรมดา น้ำมันกระปุกพวงมาลัยควรได้รับตววจเช็ค ถึงระดับน้ำมัน ถ้าขาดควรเติมเพิ่ม<!--more--></p>
<p>ระบบหล่อเย็น<br />
น้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำ ตามปกติน้ำยาหล่อเย็นจะต้องใช้เครื่องวัดสภาพ น้ำยาหล่อเย็นที่เสื่อมสภาพจะทำให้ หม้อน้ำเกิดสนิม เกิดการผุกร่อน ท่อยางน้ำบวม และปั้มน้ำเสียหาย ถ้าไม่แน่ใจทำการเปลี่ยนเสียใหม่ดีกว่า และ ควรใช้น้ำยาที่มีคุณภาพ ความเข้มข้นตามที่โรงงานกำหนด ใช้น้ำสะอาดบริสุทธิ์ พวกน้ำกรอง อย่างน้ำดื่ม (ไม่ต้องถึงขั้นน้ำกลั่นหรอกครับ)<br />
ตรวจเช็คสภาพหม้อน้ำ และรอยรั่ว เมื่อเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำแล้ว ควรตรวจเช็ครอยรั่วของหม้อน้ำไปในตัว หม้อน้ำที่เป็นพลาสติก ถ้าฝาครอบพลาสติกเริ่มมีรอยร้าว (แตกลายงา เหมือนพระเครื่อง) รีบเปลี่ยนทันที หรือซ่อมแซมเป็นแบบทองเหลืองจะทนกว่า ถ้าสภาพหม้อน้ำเก่า มีรอยรั่ว ครีบหม้อน้ำล้มชำรุด หรือมีขี้เกลือเกาะมาก ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งลูก จะดีกว่า</p>
<p>ท่อยางน้ำหล่อเย็น พวกนี้มีอายุการใช้งาน 4 – 5 ปี ท่อน้ำที่เริ่มเสื่อมสภาพ จะมีลักษณะบวมไม่เข้ารูป ท่อน้ำเริ่มนิ่ม หรือมีรอยร้าว ท่อน้ำแข็งตัวบิดไปมาไม่ได้ พวกนี้พร้อมแตกรั่วทันที รวมถึงท่อน้ำหล่อเย็นบริเวณเครื่องยนต์ทุกเส้น<br />
ปั้มน้ำ อายุการใช้งานที่ 100,000 กิโลเมตร หรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับสภาพ สนิมในหม้อน้ำที่มีคุณสมบัติ กัดกร่อนซีลปั้มน้ำ ถ้าคิดว่ารถที่ซื้อมาวิ่งเกิน 100,000 และยังไม่ได้เปลี่ยนให้ถือเป็นชิ้นส่วน ที่ควรเปลี่ยนใหม่ได้เลย<br />
พัดลมไฟฟ้าหม้อน้ำ พวกนี้มีอายุการใช้งานเหมือนกัน ถ้ารถวิ่งเกิน 100,000 กิโล แล้วมักจะได้ต้องเปลี่ยนทุกคัน อาการเสียมักจะเกิดจาก ถ่านมอเตอร์หมด บูชพัดลมแตก หรือลดมอเตอร์ช็อต พวกนี้จะทำให้พัดลมหมุนช้าลง ไม่มีแรง การระบายความร้อนไม่เพียงพอ ควรหาช่างที่มีความชำนาญตรวจเช็ค<br />
พัดลมฟรีปั้ม พวกรถกระบะพัดลมระบายความร้อนจะใช้ระบบ น้ำยาเพิ่มความหนืด ตามอุณหภูมิเครื่องยนต์ น้ำยาที่เริ่มเสื่อมสภาพ จะทำให้พัดลมหมุนฟรีมาก การระบายความร้อนหม้อน้ำ และ แผงคอยล์ร้อนแอร์ไม่เพียงพอ ต้องทำการเปลี่ยนน้ำยาเสียใหม่</p>
<p>ระบบ<strong>เครื่องยนต์</strong><br />
สายพานไทมมิ่ง เป็นสายพานขับชุดเพลาราวลิ้นของเครื่องยนต์ ส่วนมากจะมีอายุการใช้งานที่ 80,000 – 150,000 กิโลเมตร การจะมาดูที่เลขหน้าปัด ชื่อถือได้น้อยมาก ดังนั้นสำหรับสายพานไทมมิ่ง แนะนำให้เปลี่ยนทันทีหลังซื้อรถ เพราะการที่สายพานไทมิ่งขาด หมายถึงการที่ต้องอาจเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือการซ่อมแซมกันหลักหมื่น ได้ง่ายๆ<br />
สายพานหน้าเครื่อง,ไดชาร์จ ,แอร์ ,ปั้มน้ำ เพาเวอร์ สายพานพวกนี้สามารถตรวจเช็ค รอยร้าว ความแห้งกรอบ และระยะความตึงของสายพาน ถ้ายังใช้งานได้ก็ทำการตั้งให้ได้ระยะ ก็เพียงพอ<br />
จุดรั่วซึมน้ำมันเครื่อง สังเกตได้ง่ายๆที่ตัว<em>เครื่องยนต์ </em>ถ้ามีคราบเหนียวๆ หรือมีน้ำมันหยดบริเวณที่จอดรถ หมายถึงการมีน้ำมันเครื่องรั่วซึม อาจจะเกิดจากซีล ยางต่างๆ หรือการหลวมพร้อมที่จะหลุดของอุปกรณ์บางอย่าง ไม่ควรใจเย็น รีบหาช่างตรวจหา และซ่อมแซมเสียแต่เนิ่นๆ<br />
ใส้กรองอากาศ สังเกตดูความสกปรก ถ้าไม่มากพอเป่าทำความสะอาดได้ หรือถ้าอุดตันเปลี่ยนใหม่ดีกว่า ทำให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น<br />
ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงพวกกรองเบนซิล กรองหัวฉีด หรือกรองโซล่า เปลี่ยนใหม่ และเริ่มจดบันทึกการใช้งาน</p>
<p>ระบบเบรก<br />
ผ้าเบรก เป็นส่วนหนึ่งหลังจากซื้อรถมากแล้ว พลาดไม่ได้ เรียกได้ว่า ไปไม่ถึง ยังดีกว่าเบรกไม่อยู่ ให้ช่างตรวจสอบความหนาของผ้า เพื่อกำหนดระยะเปลี่ยน และตรวจสอบสภาพต่างๆ เกี่ยวกับเบรกไปในตัว<br />
สายอ่อนเบรก ส่วนมากเป็นสิ่งที่ทุกคนมักมองข้าม แต่ส่งผลถึงอาการเบรกแตกได้ง่ายๆ ถ้าเก่าให้รีบเปลี่ยนอย่างน้อยก็ยังอุ่นใจ ใช้ได้ตั้งหลายปี</p>
<p>ระบบช่วงล่าง<br />
เป็นระบบที่ควรหาช่างตรวจเช็ค ตั้งแต่ ช็อค และ สปริง ลูกหมากบังคับเลี้ยว ยอยเพลากลาง ลูกปือนล้อ บูชยางต่างๆ แร็คพวงมาลัย รวมถึงลูกยางหุ้มเพลาขับ ยางหุ้มแร็ค ถ้าเสียหรือขาดควรได้รับการซ่อมแซมทันที เพราะพวกนี้มักจะส่งพลถึง สมรรถนะการขับขี่ และความสามารถในการเกาะถนน เป็นอันตรายมากๆ สำหรับชิ้นส่วนที่หลวมมากจน เกิดการหลุดแตกออกมาระหว่างการขับขี่<br />
ล้อ และยาง<br />
อายุการใช้งานของยางรถยนต์อยู่ในหลักไม่เกิน 4 ปี ก่อนที่จะเกิดอาการบวม แตกลายงา ยางที่เก่าประสิทธิภาพในการเกาะถนน การรีดน้ำ และการเบรกจะสูญเสียไปในทุกขณะ ควรตรวจเช็ดวันเดือนปีที่ผลิตของยาง ถ้ายางยังใช้งานได้ดี ให้จดบันทึก และทำการสลับล้อยางตามคู่มือรถ หรือทุกๆ 10,000 – 20,000 กิโลเมตร</p>
<p>ระบบไฟฟ้า<br />
อีกระบบหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ มีอยู่มากรถที่ซื้อมาช่วงแรกๆ อาจเกิดปัญหามาจากระบบสายไฟ โดยเฉพาะพวกสายไฟต่อเติม เช่นเครื่องเสียง ไฟหน้า สปอร์ทไลท์ หรือพวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ซึ่งได้มีการถอดเข้า ออก พวกนี้มักจะเกิดปัญหาลัดวงจร ไฟไหม้ หรือเครื่องดับได้ง่ายๆ ควรหาช่างไฟ (เก่งๆ) ตรวจความเรียบร้อย หรือถอดสายที่ไม่จำเป็นออกให้หมด และควรตรวจเช็คสภาพความพร้อมของกล่องฟิวส์ และฟิวส์สำรอง รวมถึงไดชาร์จ และได้สตารท์ให้เรียบร้อย<br />
แบตเตอร์รี่ และน้ำกลั่นแบตเตอร์รี่<br />
อันดับแรก ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น ในแบตเตอร์รี่ ควรอยู่ในระดับที่กำหนด และตรวจหา วัน – เดือน – ปี ที่หมดอายุของแบตเตอร์รี่ ส่วนมากแบตเตอร์รี่แบบเติมน้ำกลั่นจะมีอายุการใช้งาน ไม่เกิน 2 ปี ถ้าไม่แน่ใจถึงอายุของแบตเตอร์รี่ ให้เรียบเปลี่ยนเสียก่อนดีกว่า ไปจอดที่ไหนแล้วสตารท์ไม่ติด</p>
<p>ระบบแอร์<br />
อย่างแรกควรหาช่างถอดตู้แอร์ ออกมาล้างทำความสะอาด เพราะตู้แอร์ที่รั่ว มักเกิดจากสิ่งอุดตันเข้าไปกัดกร่อนจนคอยล์เย็นเสียห าย ควรล้างออกเสียบ้าง และตรวจเช็คข้อต้อ โอริง ท่อน้ำยาแอร์ ต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหาเรื่องตู้อบเคลื่อนที่</p>
<p>วันต่อภาษี และ พ.ร.บ.<br />
เป็นสิ่งสำคัญที่มักจะลืมเลือน เราต้องตรวจดูว่า ภาษี<strong>รถยนต์</strong>ประจำปีจะหมดใน วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร เพราะอาจทำให้ต้องมาเสียค่าปรับ เสียเวลากันอีกครับ<br />
อย่างที่กล่าวมา การดูแลรถยนต์มือสอง ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากหรือน่ากลัวอย่างไร ถ้าเรารู้จักดูแลรักษา เช็คสภาพหลังใช้งานบ่อยๆ รถสุดที่รักของคุณก็เป็นพาหะนะที่รู้ใจ ใช้งานไปอีกยาวนาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคในการดูรถยนต์มือสอง</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 07:11:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=476</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มแรก ในการซื้อรถ ผู้ซื้อรถ ควรจะกำหนดงบประมาณ และ รุ่นที่ตนเองต้องการไว้ก่อน จากนั้นเมื่อได้รุ่นที่ตนเองต้องการ เต็นท์รถ จะเป็นแหล่งความรู้พื้นฐานที่ดีสำหรับผู้ซื้อรถครับ สิ่งที่ผมต้องการให้ดูคือ “ เครื่องยนต์ ” เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า รถรุ่นไหน มีเครื่องยนต์รุ่นไหน ดังนั้นเวลาดูพยายามจำ เครื่องยนต์ ให้ได้ก่อนครับ เพื่อที่เวลาซื้อจริงๆ จะได้ไม่โดนรถที่เปลี่ยนเครื่องยนต์มา นอกจากนั้น ก็พยายามถามราคาและจำอุปกรณ์เสริมต่างๆด้วยก็ดีครับ ลองเปรียบเทียบสัก 2-3 คัน คุณก็จะได้ข้อมูลตรงส่วนนี้แล้วครับ
ขั้นที่สอง เริ่มหารถที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่แล้ว ราคารถบ้านจะถูกกว่ารถเต็นท์ แต่บางคันก็ไม่ใช่ เนื่องจาก ราคารถเต็นท์ มักจะอิงจากราคากลาง บวก กำไร แต่ราคารถบ้าน มักจะตั้งตามความต้องการของผู้ขาย ดังนั้นเวลาหารถ ให้พิจารณาราคาประกอบด้วยครับ พยายามหาจากหลายๆแหล่งเช่น จากเต็นท์รถ , หนังสือรถ หรือรถที่ประกาศขายตามเวบไซค์ต่างๆ ถึงตรงนี้คุณจะได้รถที่เป็นตัวเลือกไว้แล้วครับ
ขั้นที่สาม ไปดูรถ เวลาไปดูรถ ถ้าเป็นคุณผู้หญิงแนะนำว่าไม่ควรไปเพียงคนเดียวครับ และสถานที่ดูนั้น ควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยด้วยนะครับ ส่วนวิธีการดูรถแบบง่ายๆ ก็มีขั้นตอนดังนี้ครับ 
1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เริ่มแรก ในการ<em>ซื้อรถ </em>ผู้<strong>ซื้อรถ </strong>ควรจะกำหนดงบประมาณ และ รุ่นที่ตนเองต้องการไว้ก่อน จากนั้นเมื่อได้รุ่นที่ตนเองต้องการ เต็นท์รถ จะเป็นแหล่งความรู้พื้นฐานที่ดีสำหรับผู้ซื้อรถครับ สิ่งที่ผมต้องการให้ดูคือ “ <strong>เครื่องยนต์ </strong>” เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า รถรุ่นไหน มีเครื่องยนต์รุ่นไหน ดังนั้นเวลาดูพยายามจำ <em>เครื่องยนต์ </em>ให้ได้ก่อนครับ เพื่อที่เวลาซื้อจริงๆ จะได้ไม่โดนรถที่เปลี่ยนเครื่องยนต์มา นอกจากนั้น ก็พยายามถามราคาและจำอุปกรณ์เสริมต่างๆด้วยก็ดีครับ ลองเปรียบเทียบสัก 2-3 คัน คุณก็จะได้ข้อมูลตรงส่วนนี้แล้วครับ</p>
<p>ขั้นที่สอง เริ่มหารถที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่แล้ว ราคารถบ้านจะถูกกว่ารถเต็นท์ แต่บางคันก็ไม่ใช่ เนื่องจาก ราคารถเต็นท์ มักจะอิงจากราคากลาง บวก กำไร แต่ราคารถบ้าน มักจะตั้งตามความต้องการของผู้ขาย ดังนั้นเวลาหารถ ให้พิจารณาราคาประกอบด้วยครับ พยายามหาจากหลายๆแหล่งเช่น จากเต็นท์รถ , หนังสือรถ หรือรถที่ประกาศขายตามเวบไซค์ต่างๆ ถึงตรงนี้คุณจะได้รถที่เป็นตัวเลือกไว้แล้วครับ</p>
<p>ขั้นที่สาม ไปดูรถ เวลาไปดูรถ ถ้าเป็นคุณผู้หญิงแนะนำว่าไม่ควรไปเพียงคนเดียวครับ และสถานที่ดูนั้น ควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยด้วยนะครับ ส่วนวิธีการดูรถแบบง่ายๆ ก็มีขั้นตอนดังนี้ครับ <span id="more-476"></span></p>
<p>1. ดูเครื่องยนต์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เปรียบเทียบ กับข้อมูลที่คุณมีครับ ถ้าไม่ตรงกันก็ลองถามผู้ขายดู ถ้าไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนก็ไม่ควรซื้อครับ</p>
<p>2. รถบางคันก็จะติดเครื่องเสียงมาใหม่ และมักจะอ้างราคาเครื่องเสียง เพื่อเพิ่ม<em>ราคารถ </em>ตรงนี้ต้องพิจารณาให้เองว่า คุ้มหรือเปล่า เช่น ติดมา 1 แสน จะมาบวก 1 แสนก็เกินไปครับ</p>
<p>3. ดูใต้ท้องรถครับ เช่น คัดซี มีการตัดต่อหรือเปล่า ยางหุ้มต่างๆ และรอยน้ำมันที่อาจจะรั่วหรือซึม ครับ ปกติ ใต้ท้องรถนี่อาจจะไม่ค่อยได้ดูกัน เพราะไม่สะดวก วิธีง่ายๆอีกอย่างคือ ดูสถานที่ที่รถจอดว่ามีรอยน้ำ หรือ น้ำมัน ที่พื้นหรือเปล่าครับ</p>
<p>4. ดูว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุมาหรือไม่ วิธีดูก็ใช้หลักง่ายๆครับ คือ “ ดูที่ตะเข็บ ” ครับ รถที่ออกจากโรงงานรอยตะเข็บต่างๆจะดูเป็นระเบียบ แต่ถ้าชนมา และมีการซ่อม รอยตะเข็บจะดูไม่เรียบร้อย สามารถดูรูปประกอบได้ครับ</p>
<p>โดยบริเวณที่รถมักจะชนคือ<br />
ด้านหน้า เปิดฝากระโปง หน้า แล้วดูรอยตะเข็บ ตามแนว ขอบรถด้านข้าง ตามลักษณะการชนคือ<br />
1. ชนมุม รอยตะเข็บที่มุม จะไม่เรียบร้อย</p>
<p>2. ชนตรงๆ รอยตะเข็บที่มุมทั้ง 2 ฝั่ง จะไม่เรียบร้อย<br />
3. ชนด้านข้าง ให้ดูรอยตะเข็บด้านข้าง จะไม่เรียบร้อย</p>
<p>4. ถ้าชนหนักจนยุบมาถึงห้องเครื่อง ให้ดูรอยตะเข็บตามรูป จะไม่เรียบร้อย</p>
<p>5. ถ้าชนไม่แรง ให้สังเกตุกันชน จะไม่พอดีการโครงรถ เช่น มีช่องว่างเกิดขึ้น</p>
<p>ด้านหลัง เปิดกระโปงหลัง และเปิดผ้าคลุมขึ้น แล้วดูรอยตะเข็บที่เรียกว่า “ รอยแปรงปัด ”</p>
<p>วิธีการดูการเหมือนกับด้านหน้า ทุกอย่าง แต่ถ้าชนหนัก ให้ดูที่รอยแปรงปัด ครับจะไม่เป็นระเบียบ</p>
<p>ด้านข้าง ทั้ง 2 ฝั่ง เปิดประตูออก ให้หมด แล้วดูความเรียบร้อยของโครงสร้างครับ</p>
<p>โดยปกติจะดูยากครับ เพราะจะไม่มีรอยตะเข็บให้ดู ถ้าไม่แรงมาก ความเสียหายมักจะไม่ถึงตัวโครงรถ จะเสียหายเพียงประตู สำหรับความคิดของผม ถือว่า ไม่เป็นเรื่องใหญ่ครับ แต่ถ้าต้องการดูก็ลองดูรอยตะเข็บบริเวณขอบประตูและตัวบานพับครับ</p>
<p>หลังคา (เกิดจากการพลิกคว่ำ) เปิดประตูออกแล้วดูรอยตะเข็บ บริเวณ คานหน้ารถ เพราะปกติ ถ้ารถพลิกคว่ำแล้ว มักจะยุบบริเวณคานหน้ารถ</p>
<p>5. ทดลองขับครับ ส่วนที่ต้องดูคือ</p>
<p>1. ลองขับแล้วปล่อยพวงมาลัยดูว่ามีการกิน ซ้าย หรือ ขวา หรือเปล่า ถ้ามีลองเข้าศูนย์ ตรวจสอบดู เพราะอาจจะเกิดการชนแล้วทำให้ศูนย์เสียได้<br />
2. ดูว่าเครื่องมีปัญหาหรือเปล่า หลัก ง่ายๆ คือ ไม่ควรสั่น , เดินเรียบ และควันที่ออก ไม่ควรดำ (สำหรับรถดีเซล) หรือ ขาว (สำหรับรถเบนซิล)<br />
3. สังเกตเกียร์ ถ้าเกียร์ Auto เวลาเปลี่ยนมีการกระตุก หรือเปล่า ส่วนเกียร์ ธรรมดา ให้ลองว่า เข้าเกียร์ยากหรือเปล่า<br />
4. สังเกตระบบปรับอากาศว่า ใช้งานได้ดีหรือเปล่า<br />
5. ระบบไฟต่างๆ เช่น ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟหน้า ไฟหลัง และไฟในห้องโดยสาร<br />
6. เบาะนั่งทุกตัว โยก หรือเปล่า<br />
7. เข็มขัดนิรภัย ยังใช้ได้หรือเปล่า โดยการดึงแรงๆ ถ้าดึงแล้วติด ถือว่าใช้ได้</p>
<p>ขั้นสุดท้ายจ่ายเงิน โอนรถ ไม่ควรใช้วิธีโอนลอย คือ จ่ายเงิน แล้วก็จบ ไม่ไปโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถ สละเวลาเพียงครึ่งวัน หรือให้บริษัทที่รับโอนแทน จัดการ เพื่อความถูกต้องและไม่เกิดปัญหาทีหลังครับ</p>
<p>บทความจาก www.motor2car.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับการขายรถใช้แล้วทางอินเตอร์เน็ต</title>
		<link>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89.html</link>
		<comments>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 06:58:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.haarod.com/article/?p=474</guid>
		<description><![CDATA[


การขายรถใช้แล้วผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น ควรเน้นในสิ่งต่างๆที่จะทำให้ผู้ที่สนใจจะซื้อรถ ได้ ทราบถึงรายละเอียดของรถอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เพราะหาก มีการพบสิ่งผิดปกติในภายหลัง อาจมีการยกเลิกข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ก็เป็นได้ ซึ่งในการขายรถใช้ แล้วผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น ท่านควรมีรายละเอียดเหล่านี้ระบุลงไปในประกาศขายของท่านด้วย


 1. ภาพถ่ายของรถที่ต้องการขาย
 


     เทคนิคเล็กๆน้อยในการถ่ายภาพรถของท่าน ประการแรก ท่านควรถ่ายภาพให้เห็นมุมต่างๆของรถอย่างชัดเจน โดยการ จัดรถ ให้ด้านที่เราจะถ่ายอยู่ในทิศที่มีแสงส่องถึง และปริมาณ แสงที่พอเหมาะ เช่น แสงในช่วงเช้า และแสงในช่วงเย็น ประมาณ 16.00 – 18.00 น. หรือท่านที่ไม่สะดวกถ่าย ภาพกลางแจ้ง ท่านสามารถถ่ายภาพในร่มได้ แต่ท่านต้องขยับ รถและหันด้านที่ท่านต้องการถ่ายไปหาแสง ไม่ใช่เดินถ่ายรอบ รถ โดยที่รถอยู่กับที่ เพราะจะมีบางมุมที่เป็นมุมอับแสง หรือไม่ โดนแสง ซึ่งมุมนั้นผู้ที่สนใจจะซื้อรถของท่าน จะไม่สามารถ มองเห็นรายละเอียดของรถได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ที่กำลังสนใจ จะซื้อรถของท่านเปลี่ยนความตั้งใจไปเลยก็ได้ เพราะผู้ซื้ออาจ คิดว่าท่านกำลังปิดบังรายละเอียดบางส่วนอยู่ ประการที่สอง คือ มุมต่างๆที่ท่านจะต้องถ่ายเพื่อนำมาลงในประกาศขาย เช่น ด้านหน้า,ด้านหลัง,ด้านข้างซ้าย,ด้านข้างขวา,ห้องโดยสาร, มาตรวัด(หน้าปัทม์),ห้องเครื่องยนต์,ห้องเก็บสัมภาระ และล้อ รถยนต์ อันนี้ก็แล้วแต่เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ ว่าจะสามารถให้ ท่านลงภาพได้กี่ภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="748">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2">การ<em>ขายรถ</em>ใช้แล้วผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น ควรเน้นในสิ่งต่างๆที่จะทำให้ผู้ที่สนใจจะ<strong>ซื้อรถ </strong>ได้ ทราบถึงรายละเอียดของรถอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เพราะหาก มีการพบสิ่งผิดปกติในภายหลัง อาจมีการยกเลิกข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ก็เป็นได้ ซึ่งในการ<strong>ขายรถ</strong>ใช้ แล้วผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น ท่านควรมีรายละเอียดเหล่านี้ระบุลงไปในประกาศขายของท่านด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"><strong><span style="color: #025d13;"> 1. ภาพถ่ายของรถที่ต้องการขาย</span></strong></td>
<td width="330"> </td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">     เทคนิคเล็กๆน้อยในการถ่ายภาพรถของท่าน ประการแรก ท่านควรถ่ายภาพให้เห็นมุมต่างๆของรถอย่างชัดเจน โดยการ จัดรถ ให้ด้านที่เราจะถ่ายอยู่ในทิศที่มีแสงส่องถึง และปริมาณ แสงที่พอเหมาะ เช่น แสงในช่วงเช้า และแสงในช่วงเย็น ประมาณ 16.00 – 18.00 น. หรือท่านที่ไม่สะดวกถ่าย ภาพกลางแจ้ง ท่านสามารถถ่ายภาพในร่มได้ แต่ท่านต้องขยับ รถและหันด้านที่ท่านต้องการถ่ายไปหาแสง ไม่ใช่เดินถ่ายรอบ รถ โดยที่รถอยู่กับที่ เพราะจะมีบางมุมที่เป็นมุมอับแสง หรือไม่ โดนแสง ซึ่งมุมนั้นผู้ที่สนใจจะซื้อรถของท่าน จะไม่สามารถ มองเห็นรายละเอียดของรถได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ที่กำลังสนใจ จะซื้อรถของท่านเปลี่ยนความตั้งใจไปเลยก็ได้ เพราะผู้ซื้ออาจ คิดว่าท่านกำลังปิดบังรายละเอียดบางส่วนอยู่ ประการที่สอง คือ มุมต่างๆที่ท่านจะต้องถ่ายเพื่อนำมาลงในประกาศขาย เช่น ด้านหน้า,ด้านหลัง,ด้านข้างซ้าย,ด้านข้างขวา,ห้องโดยสาร, มาตรวัด(หน้าปัทม์),ห้อง<strong>เครื่องยนต์</strong>,ห้องเก็บสัมภาระ และล้อ<strong> รถยนต์ </strong>อันนี้ก็แล้วแต่เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ ว่าจะสามารถให้ ท่านลงภาพได้กี่ภาพ แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า ลูกค้าที่ซื้อของผ่าน ทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากต้องการความสะดวกสบาย ไม่ ต้องออกไปตะลอนหารถตามเต็นท์รถให้สิ้นเปลืองน้ำมัน หาก ภาพของท่านมีรายละเอียดที่ดีพอ และมากพอ ยิ่งจะช่วยให้ ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น<span id="more-474"></span></td>
<td>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="417">
<tbody>
<tr>
<td width="417"><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/ex13/ex13_01.gif" alt="" width="417" height="161" /></td>
</tr>
<tr>
<td width="417"><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/ex13/ex13_02.gif" alt="" width="417" height="129" /></td>
</tr>
<tr>
<td width="417"><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/ex13/ex13_03.gif" alt="" width="417" height="165" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3">     โดยหลักการแล้วภาพจากกล้องดิจิตอลจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนนั้นให้ดูที่จำนวนพิกเซล หากจำนวนพิกเซลมากก็จะสามารถนำไปอัดขยายได้ดี กว่าภาพที่มีจำนวนพิกเซลน้อยๆ เพราะจำนวนพิกเซลจะเป็นตัวกำหนดขนาดและความละเอียดของภาพ ซึ่งจำนวนพิกเซลที่เหมาะสมสำหรับงาน ประเภทต่างๆ นับวันจะมีมาตรฐานความละเอียดสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเรามาดูกันว่าจำนวนพิกเซลเท่าไหร่จึงจะเหมาะกับงานที่เราต้องการนำไปใช้<br />
ภาพขนาด 300,000 – 1,000,000 พิกเซล เหมาะสำหรับใช้ส่งอีเมล์ หรือประกอบเว็ปไซด์<br />
ภาพขนาด 2 &#8211; 3 ล้านพิกเซล เพียงพอต่อการใช้งานอัดขยายภาพขนาด 4 x 6 นิ้ว<br />
ภาพขนาด 4 &#8211; 8 ล้านพิกเซล ใช้ในงานอัดขยายภาพขนาดมากกว่า 8 x 12 นิ้วขึ้นไป<br />
ภาพขนาด 10 &#8211; 16 ล้านพิกเซล ใช้ในงานพิมพ์ภาพโฆษณาขนาดใหญ่</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"> <strong><span style="color: #025d13;">2. การให้ข้อมูลของรถยนต์และข้อมูลของผู้ขาย</span></strong></td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">     ข้อมูลของรถยนต์ เช่น เป็น<strong>รถยนต์</strong>นั่ง 4 ประตู, เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ, กี่แรงม้า, กี่แรงบิด (2 อย่างหลังนี้ถ้าท่าน สามารถบอกได้ก็จะดี แต่ถ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไรครับ) ที่สำคัญ อย่าลืมบอกยี่ห้อ, สี, โมเดลและปีของรถ เช่น Corolla AE101R-AEPNK ปี95 เป็นต้น ลักษณะของเกียร์ก็สำคัญ ครับ เกียร์อัตโนมัติหรือเกียร์ธรรมดาเช่นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บอกลักษณะของการขับเคลื่อนว่า เป็นขับเคลื่อน 2 ล้อหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ เช่น ขับเคลื่อน 2ล้อ หน้า(ในรถเก๋ง),ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง(ในรถกระบะหรือในรถเก๋ง บางรุ่น),ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART TIME (บางเวลา) หรือขับ เคลื่อนแบบ 4 ล้อ FULL TIME (ตลอดเวลา) ระยะทางที่ใช้มา ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน(เลขไมล์หรือเลขกิโลเมตร) หากรถของ ท่านยังมีประกันภัยอยู่ควรแจ้งให้ทราบด้วย บอกวันที่ออกรถ มาด้วยนะครับหากรถของท่านซื้อมาจากห้าง ซึ่งข้อมูลของรถ ยนต์นั้นท่านสามารถดูได้จากทะเบียนรถยนต์ หรือดูได้จาก NAME PLATE ของรถยนต์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่ภาย ในห้องเครื่องยนต์ หรือตามที่คู่มือการใช้รถระบุไว้ว่าติดตั้งอยู่ ที่ใด<br />
     ข้อมูลของผู้ขาย เช่น ชื่อผู้ขาย,เบอร์โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์บ้าน,เบอร์ที่ทำงาน,เบอร์มือถือ หรืออีเมล์ ข้อมูลเหล่านี้ ลงไว้เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะซื้อรถของท่าน สามารถที่จะติดต่อซื้อ</td>
<td>
<table border="0" cellspacing="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exData/exdata_01.gif" alt="" width="417" height="161" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exData/exdata_02.gif" alt="" width="417" height="129" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exData/exdata_03.gif" alt="" width="417" height="165" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3">ขายหรือติดต่อขอดูรถของท่านได้อย่างสะดวกและไม่พลาดโอกาสทองในการติดต่อซื้อขาย</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"><strong><span style="color: #025d13;"> 3. การให้ข้อมูลทางด้านบวกหรือด้านลบ</span></strong></td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3">     การให้ข้อมูลทางด้านบวก เช่น รถของท่านได้มีการติดตั้งวิทยุยี่ห้อดังมา ระบุลงไปเลยครับว่ายี่ห้ออะไร มีการเปลี่ยนขนาดของแม็กซ์หรือยาง<br />
ใหม่ มีการติดตั้งแร็กเก็บของบนหลังคาเพิ่มเติม พึ่งจะติดฟิล์มกันแสงอย่างดีมีใบรับประกัน มีคู่มือการใช้รถ มีการพ่นกันสนิมและเคลือบสีรถตามคู่<br />
มือ มีการนำรถเข้าศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ ตามระยะทางที่คู่มือกำหนด เป็นต้น ซึ่งการบอกข้อมูลในด้านบวกของรถนั้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ<br />
รถของท่าน การให้ข้อมูลทางด้านลบ เช่น รถของท่านโดนชนมาตรงไหนบ้าง มีการทำสีหรือเปล่า ฟิล์มลอกหรือไม่ เคยมีการโหลดเตี้ย หรือยกสูง<br />
มาหรือเปล่า ซึ่งการบอกข้อมูลในด้านลบนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผู้ขาย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังหากมีการซื้อ-ขายรถ<br />
กันเกิดขึ้น</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"> <strong><span style="color: #025d13;">4. ภาพรวมหรือข้อจำกัดความที่น่าสนใจ</span></strong></td>
<td rowspan="4" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exprice/exprice_01.gif" alt="" width="417" height="161" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exprice/exprice_02.gif" alt="" width="417" height="129" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.phithan-usedcar.com/images/exprice/exprice_03.gif" alt="" width="417" height="165" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">     การให้ข้อจำกัดความที่น่าสนใจของรถ เช่น “รถใช้น้อย เข้าศูนย์บริการเช็คทุกระยะทางที่กำหนด” หรือถ้าเป็นรถที่ ผู้หญิงใช้ก็อาจจะบอกได้ว่า “รถผู้หญิงใช้ ดูแลรักษาอย่างดี” อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการให้คำจำกัดความเหล่านี้ ก็เพื่อเป็นการ ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ ให้มาสนใจรถที่ท่านต้องการจะขาย ในเบื้องต้นก่อน ประกอบกับภาพถ่ายที่ถ่ายได้อย่างดี ก็จะยิ่ง เพิ่มความสนใจให้กับผู้ที่กำลังต้องการจะซื้อรถของท่าน มากยิ่งขึ้น</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"> <strong><span style="color: #025d13;">5. การตั้งราคาในการขาย</span></strong></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">     อันนี้สำคัญครับ การตั้งราคาในการขาย ท่านควรดูจาก ราคากลางของตลาดเป็นหลัก หรือจะดูราคากลางจากเว็บไซต์ ต่างๆเกี่ยวกับราคาของ<strong>รถมือสอง</strong>ก็ได้   ซึ่งการตั้งราคานั้นนอก<br />
จากราคากลางแล้วท่านต้องดูสภาพของรถที่จะขาย ตั้งราคา<br />
ตามสภาพความเป็นจริงของตัวรถด้วย เพราะถ้าท่านตั้งราคาไว้<br />
สูงเกินสภาพความเป็นจริงก็อาจจะทำให้ผู้ที่กำลังสนใจรถของ<br />
ท่านหมดความสนใจและมองผ่านไปเลยก็ได้ ถึงแม้ว่ารถของ<br />
ท่านอาจจะมีข้อดีอยู่หลายอย่างก็ตาม แต่ถ้าสภาพรถของท่าน<br />
ดีและราคาเหมาะ สม ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าราคากลางอยู่บ้าง ท่านก็สามารถตั้งราคาตามนั้นได้ โดยท่านอาจจะอ้างอิงราคา<br />
ขายจากช่วงที่สูงสุดของรถรุ่นนั้น ซึ่งช่วงราคาของการขายจะ<br />
มีทั้งช่วงราคา สูงสุด และราคาต่ำสุดระบุอยู่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา www.phithan-usedcar.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.haarod.com/article/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

