ยางกับการจอด

เป็นไปไม่ได้ที่การจอดรถทุกครั้ง จะเป็นพื้นที่เรียบตลอด ตามถนนหนทางหรือแม้แต่ตรอก ซอยต่างๆ จะมีขอบของถนน,  ช่องระบายน้ำ, ลูกระนาดและอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ตัวมันหรือลักษณะของมันจะไม่เรียบตรง พร้อมกับมีความแข็ง ดังนั้น เมื่อรถจอดทับแล้ว จะไม่มีการเสียรูปแต่อย่างใด แต่กลับว่าตัวรถยนต์ชำรุดแทนนั่นก็คือ “ยางล้อรถยนต์”
Read more  "ยางกับการจอด"

คนเข้าใจรถ หรือ รถเข้าใจคน

ที่ขึ้นหัวข้อเรื่องอย่างนี้ เพราะว่า ผู้ขับขี่บางท่าน
ยังสับสนหรือยังไม่เข้าใจในรถยนต์ของตนเองอย่าง
สมบูรณ์ ยิ่งเป็นรถยนต์ใหม่ป้ายแดง ส่วนใหญ่ไม่เข้า
ใจแน่ๆ หลายท่านก็ปรับตัวเข้ากับรถยนต์ได้ดี แต่ก็มี
อยู่ไม่น้อยที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับรถยนต์ได้ และ
ไม่มีทางที่จะเป็นได้ที่รถยนต์จะปรับตัวเข้าหาผู้ขับขี่
ดังนั้นต้องศึกษาตัวรถยนต์อย่างถี่ถ้วน นอกจากนั้นต้อง
เข้าใจอีกด้วยทางผู้ผลิตรถยนต์ ต้องการที่จะให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด กว่าจะคิดค้นสิ่งที่จำในเรื่องของความ
สะดวกแก่ผู้ใช้รถนั้น ก็เพื่อตอบสนองความต้อง
Read more  "คนเข้าใจรถ หรือ รถเข้าใจคน"

ลักษณะของการเข้าจอด

  สถานที่ต่างๆ ถนนหนทางต่างๆ ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกท่าน คงเคยเกิดปัญหาในเรื่องของการที่จะนำรถเข้าจอดตามสถานที่ต่างๆอยู่บ้างพอ สมควร ยิ่งในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครไม่ต้องพูดถึง เมือใดมีสัญลักษณ์ว่าห้ามจอด หรือ มีแถบสีขาว-แดง บริเวณขอบทาง แสดงว่าห้ามจอดอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกเจ้าหน้าที่จับปรับได้ ถือว่าเป็นการผิดกฎจราจร แต่ก็มีอยู่พอสมควร ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร การกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาต่างตามมาได้ เช่น การจราจรติดขัด , เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง
Read more  "ลักษณะของการเข้าจอด"

ทำไม ? แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลง

ปัจจัยหลัก คือ รถยนต์สมัยใหม่ได้มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนมาก (อายุของรถตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป) เพราะว่ารถยนต์สมัยก่อนอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการทำงานแค่บางส่วนเท่านั้น ส่วนใหญ่จะใช้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์, การจุดระเบิด และอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น

แต่ในปัจจุบัน ในรถยนต์ 1 คัน มีการนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้งานตั้งแต่ ยังมิได้ไขกุญแจรถเลย นั่นก็คือ ระบบกันขโมย เพราะในระบบจำเป็นจะต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา
Read more  "ทำไม ? แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลง"

ดิฟเฟอร์เรนเชียล “กลาง” ในรถขับเคลื่อนสี่ล้อ

 
   ในรถยนต์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็จะมีให้เลือกอยู่ 2 ประเภท คือ  Full time (ตลอดเวลา) และ Part time (บางเวลา) ซึ่งจะแตกต่างกันทางด้านการใช้งาน การขับเคลื่อนแบบสี่ล้อบางเวลายามปกติจะเป็นการขับเคลื่อนแค่ 2 ล้อเท่านั้น และเมื่อมีความจำเป็นต้องการขับแบบสี่ล้อ ผู้ขับขี่จะต้องเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเอง (รูปแบบการขับขี่)
Read more  "ดิฟเฟอร์เรนเชียล “กลาง” ในรถขับเคลื่อนสี่ล้อ"

อุปกรณ์กำจัดก๊าซพิษแบบสามทาง

Three-way catalytic converters (TWC)
          เป็นชิ้นส่วน หรือ อุปกรณ์ควบคุมมลภาวะ ที่ติดตั้งอยู่ในระบบไอเสีย (อยู่บริเวณท่อไอเสีย) เพื่อช่วยลดมลพิษในก๊าซไอเสีย ก่อนออกจากท่อไอเสียสู่บรรยากาศภายนอก    
Read more  "อุปกรณ์กำจัดก๊าซพิษแบบสามทาง"

อะไหล่รถยนต์:แท้ เทียบ เทียม ปลอม เลือกกันอย่างไรดี

เมื่อถึงกำหนดการซ่อมบำรุงรถยนต์ ผู้ที่ใช้รถที่ยังอยู่ในระยะประกันของทางบริษัทก็จำเ ป็นต้องเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการ ในส่วนของรถยนต์ที่พ้นกำหนดการรับประกันของบริษัท ผู้ใช้รถส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการตัดสินใจว่าจะเลื อกใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆหรือจะใช้ บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่วไป

การใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆน่าจ ะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถได้มากที่สุดเนื่องจา กการอบรมทางเทคนิคและเครื่องมือเฉพาะรวมถึงการสนับสน ุนด้านต่างๆจากบริษัทแม่ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการจะมีค่าใช้จ่ ายสูงกว่าการใช้บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่ วๆไปในขณะที่คุณภาพงานซ่อมก็ไม่ใช่ว่าจะเหนือกว่าศูน ย์บริการอิสระเสมอไป เนื่องจากช่างที่ชำนาญงานมีประสบการณ์มากพอมักจะหาลู ่ทางออกมาเปิดอู่เองทำให้คุณภาพงานซ่อมได้มาตรฐานระด ับเดียวกับศูนย์บริการ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการอิสระหรืออู่ นอก ผู้ใช้รถก็มักจะประสบปัญหาการเลือกใช้อะไหล่ว่าจะใช้ อะไหล่แท้ เทียบ เทียมหรือปลอมว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งด้านราค าและคุณภาพ

ในการผลิตรถยนต์ บริษัทรถยนต์จะจ้างบริษัทที่มีความชำนาญการผลิตอะไหล ่ส่วนต่างๆเพื่อผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัท เช่น ผ้าดิสเบรก ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ AKEBONO หรือถ้าเป็นรถยุโรป ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็น ATE’ นอกจากการผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ บริษัทเหล่านี้ยังได้ผลิตสินค้าออกขายในแบรนด์ของตนเ องด้วย ดังนั้นผมจะแบ่งประเภทของอะไหล่ตามนี้

1.อะไหล่แท้
คืออะไหล่จากบริษัทรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ คุณภาพตามมาตรฐานของบริษัท ส่วนมากจะราคาสูงที่สุด

2.อะไหล่เทียบ
คืออะไหล่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับรถยนต์หลายยี่ห้อ เช่น ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์หัวฉีด ( ปั๊มติ๊กในถัง ) ของรถญี่ปุ่นและรถเกาหลีส่วนใหญ่จะมีลักษณะและขนาดเท ่ากันทำให้ใช้แทนกันได้ แต่อะไหล่แท้บางยี่ห้อแพง เราก็สามารถเลือกยี่ห้อถูกกว่ามาใช้แทนได้ คุณภาพก็จัดอยู่ในระดับอะไหล่แท้

3.อะไหล่เทียม
คือ อะไหล่ที่ผลิตโดยโรงงานผลิตอะไหล่ออกมาขายในยี่ห้อขอ งตนเอง ระดับคุณภาพจะมีทั้งคุณภาพต่ำ คุณภาพเทียบเท่าอะไหล่แท้และคุณภาพสูงกว่าอะไหล่แท้

อะไหล่เหล่านี้บางส่วนจะผลิตโดยโรงงานที่เป็นหรือเคย เป็นผู้ผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ สินค้าเหล่านี้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกับอะไหล่แท้เลย แต่เมื่อโรรงานเอาออกมาขายอาจจะต้องลบตราแท้บนสินค้า นั้นๆออก ตัวอย่างเช่นชุดแม่ปั๊มเบรก-คลัทช์สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อ SEIKEN หรือพวกหวีคลัทช์-ผ้าคลัทช์รถญี่ปุ่นจะมี 2 ยี่ห้อหลักคือ AISIN กับ DAIKIN หรือ EXEDY ยี่ห้อเหล่านี้เป็นอะไหล่แท้ OEM หลายรุ่นราคาห่างจากอะไหล่แท้กันเป็นเท่าตัว สินค้าแบบนี้ส่วนใหญ่จะขายในราคาต่ำกว่าอะไหล่แท้เนื ่องจากไม่ต้องผ่านการบวกกำไรอีกทอดหนึ่งโดยบริษัทรถย นต์

อะไหล่บางส่วนผลิตโดยโรงงานที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตอะไห ล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ คือสินค้าอัพเกรดต่างๆ เช่น ช็อคอับ คอยล์สปริง ผ้าเบรก เป็นต้น สินค้าเหล่านี้ส่วนมากมีคุณภาพและราคาสูงกว่าอะไหล่แ ท้

อะไหล่เทียมบางส่วนวางระดับสินค้าอยู่ในระดับต่ำด้วย ข้อจำกัดเรื่องราคาและเทคโนโลยีทำให้คุณภาพก็จะต่ำกว ่าอะไหล่แท้

4. อะไหล่ปลอม
ผลิตโดยโรงงานเล็กๆที่ขาดความสามารถในการแข่งขันกับส ินค้ายี่ห้ออื่นๆจึงใช้วิธีปลอมสินค้าที่ติดตลาดได้ร ับการยอบรับจากลูกค้า อะไหล่ปลอมจะมีทั้งการเลียบแบบอะไหล่แท้และอะไหล่ทดแ ทนยี่ห้อดังๆ เช่น ไส้กรองต่างๆ กลุ่มลูกหมากช่วงล่างรถญี่ปุ่น ที่พบบ่อยจะเป็นยี่ห้อ 555 หรือผ้าดิสเบรก AKEBONO เป็นต้น

การเลือกใช้อะไหล่เกรดไหนขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต ่ละท่านว่ามีงบประมาณและต้องการคุณภาพมาก-น้อยแค่ไหน สำหรับผม ถ้าเป็นอะไหล่ที่เกี่ยวกับภายในเครื่องยนต์และคุณภาพ ของมันมีผลต่อความเสียหายอื่นๆ เช่น สายพานไทมิ่งนี่ผมใช้อะไหล่แท้ครับเพราะสายพานไทมิ่ง แท้โดยเฉพาะรถญี่ปุ่น สเป็คของมันจะต่างจากสายพานไทมิ่ง OEM แม้ว่าจะผลิตมาจากโรงานเดียวกัน ทางโรงงานก็ยังระบุระยะเวลารับประกันไม่เท่าอะไหล่แท ้ ประมาณ 5-80,000 กม.เท่านั้น ส่วนรอกตั้งสายพานไทมิ่งเลือกใช้ยี่ห้อที่คุ้นหู เช่น รถญี่ปุ่นจะใช้ยี่ห้อ NSK KOYO NTN เป็นหลัก ส่วนรถยุโรปจะเป็น SKF FAG TIMKEN เป็นต้น รอกยี่ห้อเหล่านี้คุณภาพมาตรฐานเท่าแท้ คุณใช้อะไหล่ตามนี้จะได้คุณภาพเท่าอะไหล่แท้ศูนย์ในร าคาที่ประหยัดที่สุด

ในส่วนของระบบขับเคลื่อน เช่น ผ้าคลัทช์ หวีคลัทช์ รถญี่ปุ่นเลือกใช้ยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาชุดคลัทช์แท้ของรถกระบะประมาณ 5,500-6,500 บาทแล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ ถ้าคุณเลือกยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาอะไหล่ทั้งชุดพร้อมลูกปืนคลัทช์+ลูกปืนฟลายวิลล์ สำหรับรถกระบะเครื่อง 2.5 ลิตร ราคาไม่เกิน 3 พันบาทครับ ถ้าเป็นรถยุโรป ชุดยกคลัทช์จะเป็นยี่ห้อ SACHS หรือ LUK ราคาชุดละ 4-5 พันบาท ถ้าเป็นอะไหล่แท้ก็บวกขึ้นไปอีก 40-50 % ครับ

ส่วนอะไหล่ช่วงล่าง สำหรับรถญี่ปุ่น พวกลูกหมากก็สามารถใช้ยี่ห้อ 555 แท้ได้ หากเป็นรถยุโรปก็พิจารณายี่ห้อ TRW หรือ LEMFORDER คุณภาพใกล้เคียงอะไหล่แท้ ราคาประหยัดกว่า พวกบูชยางต่างๆใช้ยี่ห้อ RBI หรือ JAPA ก็ได้ อายุการใช้งานไม่เท่าอะไหล่แท้แต่ประหยัดกว่าเยอะ อะไหล่บางรุ่น ยกขายอาร์มซึ่งเป็นการเปลี่ยนอะไหล่ที่สิ้นเปลืองเกิ นความจำเป็น

ช็อคอับแท้เป็นอะไหล่ที่สมรรถนะไม่สูงสุด เนื่องจาการเซ็ทช่วงล่างของรถยนต์ทั่วๆไปมักจะคำนึงถ ึงความนิ่มนั่งสบาย และด้วยข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตช็อคอับ ทำให้รถยนต์เดิมๆจากโรงงานถูกลดสมรรถนะลง ดังนั้นเมื่อคุณจะเปลี่ยนช็อคอับ ผมแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องใช้ช็อคอับแท้ครับ ส่วนจะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเรื่องสม รรถนะและงบประมาณของแต่ละท่าน ช็อคอับในตลาดอะไหล่ทดแทนมีให้เลือกเยอะครับ

ผ้าเบรกก็คล้ายกับช็อคอับคืออะไหล่แท้สามารถตอบสนองก ารใช้งานได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนขับรถเร็ว มีโอกาสได้ใช้เบรกที่ความเร็วสูงบ่อยๆ ผ้าเบรกแท้ย่อมไม่สามารถตอบสนองการใช้งานแบบนี้ได้ ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกใช้ผ้าเบรกเกรดเฮฟวี่ดิวตี้เพ ิ่อคุณสมบัติการทนความร้อนสูงขึ้น

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=6913

สารพันดูแลยางรถยนต์

1. รัน – อินต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 – 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไม่ได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศ ูนย์ล้อ

2. ถ่วงล้อยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่ วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลง ด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ เมื่อใช้งานไปสัก 40 – 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว

3. ลมยางแรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นส่วนใหญ่อยู ่ในระดับ 28 – 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือ ร้อนไม่มาก หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย – ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย – ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกา ะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
เดินทางไกล ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 – 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด เพราะหากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 – 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อน เพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น ถึง 5 – 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเ ผื่อไว้

4. สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า – หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากก ว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์ ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเว ลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประ สิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ

5. หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยางนอกจากตรวจสอบความลึก ของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย

6. หมดสภาพยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอา ยุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน
ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้ งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยาง แข็งกระด้างเต็มที่
ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 – 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่าน ั้น ควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก

ข้อควรระวัง
1. ไม่จอดทิ้งไว้นาน รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยา งแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหย ืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายข ึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 – 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 – 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
2. น้ำยาเคลือบ เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=6897

เล่นกับพวงมาลัย

พวงมาลัย เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ได้รับความสนใจในการแต่งรถยนต ์ เพราะเปลี่ยนสะดวก และให้ความสวยทันใจ มีรายละเอียดที่ต้องสนใจ นอกจากความสวย ยังต้องเลือกให้คุ้มค่า และปลอดภัย

ทำไมอยากเปลี่ยน
ต้นทุนการผลิตเป็นการจำกัดให้บางอุปกรณ์รถยนต์มีคุณภ าพปานกลาง และอาจเกี่ยวข้องกับ ความสวยงามด้วย พวงมาลัยก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย โดยมักไม่ใช่ในด้านการลดคุณภาพ หรือลดความปลอดภัยลง
รถยนต์ทุกรุ่นมีพวงมาลัยที่ใช้งานได้ตามปกติและปลอดภ ัย แต่สาเหตุที่ถูกผู้ใช้เปลี่ยนออก มักเกี่ยวข้องกับ ความต้องการด้านความสวยกันมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ของเดิมลงตัว สำหรับการใช้งานอยู่แล้ว
รถยนต์ราคาไม่แพงในบางรุ่นเรื่องคุณสมบัติในการใช้งา นอาจเป็นข้อด้อยที่ถูกเปลี่ยนออก เพราะเนื้อวัสดุของวงนอก เป็นพลาสติกแข็ง ไม่ใช่โฟมอัดหรือหุ้มหนัง เมื่อจับแล้วจะมีความกระด้าง แต่พวงมาลัยแบบเนื้อแข็งในปัจจุบันมีน้อยมาก
3 ทางเลือกหลัก
ใน 3 ทางเลือกหลัก (แต่ยังมีให้เลือกสารพัดรุ่นหลากแบบ) คือ

พวงมาลัยหุ้มวัสดุสังเคราะห์
หุ้มหนังแท้
ลายไม้
แบบหุ้มวัสดุสังเคราะห์ มีให้เลือกหลายหลากทั้งแบบโฟมอัดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดีย ว และหุ้มไวนิลหนังเทียม ราคาไม่แพง ใช้งานได้กระชับมือดีพอสมควร
แบบหุ้มหนังแท้ สวย กระชับมือ ราคาแพงกว่าแบบแรก และเริ่มมีราคาถูกลง ใช้งานได้กระชับมือดีพอสมควร
แบบลายไม้ สวย คลาสสิกแต่ไม่ค่อยน่าใช้ เพราะเนื้อแข็ง ลื่น ขาดความกระชับมือ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ลายไม้อาจทิ่มแทงร่างกายผู้ขับได้
ถ้าไม่ประทับใจพวงมาลัยลายไม้มากจริง ๆ ควรมองข้ามไป ปล่อยให้นิยมใช้ในกลุ่ม รถยนต์คลาสสิกเพื่อการสะสมดีกว่า

เส้นผ่าศูนย์กลาง
เส้นผ่าศูนย์กลางของพวงมาลัยหมายถึง การวัดขนาดผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง ของขอบก้านหนึ่ง ไปยังอีกด้านหนึ่ง
ผู้ผลิตรถยนต์ล้วนมีการทดสอบหาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางข องพวงมาลัยที่เหมาะสม อย่างละเอียดมาแล้วว่า ผู้ขับต้องมีความฉับไวในการหมุน และมีน้ำหนักในการออกแรง หมุนพวงมาลัยเหมาะสม รถยนต์ทุกคันมีอัตราทดในการหมุนพวงมาลัย / มุมของล้อที่เลี้ยว แตกต่างกันและคงที่ เช่น สมมุติพวงมาลัยหมุน 90 องศา ล้อจะเลี้ยวไป 10 องศา

ไม่ว่าจะเปลี่ยนพวงมาลัยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากหรื อน้อยลงหากจะทำให้ล้อเลี้ยวเท่าเดิม องศาในการหมุนพวงมาลัยก็เท่าเดิม เพียงแต่ระยะในการหมุนหรือขยับแขนของผู้ขับ กับพวงมาลัยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า จะสั้นและฉับไวกว่า ส่วนพวงมาลัยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า จะมีระยะในการหมุนหรือขยับแขน ยาวและช้ากว่าพวงมาลัยขนาดมาตรฐาน

หากยังงงว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของพวงมาลัยเล็ก-ใหญ่ จะเกี่ยวกับระยะและความฉับไว ในการหมุนต่างกันอย่างไร ให้ลองยก 2 มือขึ้นคล้ายกับจับพวงมาลัยจริง ถ้า 2 มือห่างกัน การหมุนพวงมาลัย 90 องศา ย่อมมีระยะมากกว่า 2 มือที่ใกล้กัน หรือนึกถึงพวงมาลัยวงใหญ่ของรถเมล์กับพวงมาลัยวงเล็ก ของตู้เกมคอมพิวเตอร์ ก็จะเห็นภาพชัดขึ้น ไม่ควรเลือกพวงมาลัยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่ามาต รฐานเดิมเพราะจะขาดความฉับไวลง และเกะกะ อาจติดกับต้นขาได้ น้ำหนักในการหมุนพวงมาลัยในกรณีที่ไม่มีระบบเพาเวอร์ ผ่อนแรง ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลาง น้อยลง พวงมาลัยจะมีความหนักในการหมุนมากขึ้น และถ้ามีเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้น พวงมาลัยจะมีความหนักในการหมุนน้อยลงขึ้น
พวงมาลัยชุดแต่งทั่วไป มักมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลงเพื่อให้ดูปราดเปรียว แต่ไม่ควรเลือก ขนาดเล็กลงเกิน 1-3 นิ้ว เพราะจะทำให้การหมุนมีน้ำหนักมากขึ้นหรือตอบสนองเร็ว เกินไป

ความอ้วนของตัววงนอก
นอกจากเส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอกแล้ว ยังต้องสนใจความอ้วนของตัววงนอกร่วมกันด้วย วงเล็กหรือใหญ่เกินไป ย่อมทำให้ความกระชับของมือลดลง ควรทดสอบจับด้วยมือตัวเองว่า ความอ้วนของตัววงนอกกระชับมือดีไหม แม้มีเส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอกพอดี แต่มีความอ้วนของตัววงนอกไม่กระชับมือก็ใช้งานได้ไม่ ดีนัก

จำนวนก้าน
พวงมาลัยส่วนใหญ่มีจำนวนก้าน 2-4 ก้าน โดยในแต่ละก้านมีขนาด เล็ก-ใหญ่แตกต่าง กันออกไป จำนวนก้านไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความแข็งแรง เพราะพวงมาลัยทุกแบบ มีความแข็งแรงเพียงพอ และออกแบบให้สามารถยุบตัวได้เมื่อมีแรงกระแทก
สิ่งที่ต้องสนใจคือ ความสะดวกในการจับและการหมุนพวงมาลัย พวงมาลัยส่วนใหญ่
เป็นแบบ 4 ก้าน แต่สำหรับรถสปอร์ต หรือพวงมาลัยชุดแต่งมักเป็นแบบ 3 ก้าน เพราะดูปราดเปรียวและสวยกว่า
ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยแบบกี่ก้าน ให้ทดสอบว่าในการขับปกติที่ควรจับพวงมาลัย
ในตำแหน่งมือซ้าย 9 หรือ 10 นาฬิกา กับมือขวาในตำแหน่ง 3 หรือ 2 นาฬิกา
แล้วจะถนัดมือไหม ถ้าถนัดถึงควรเลือกมาใช้

ระยะห่างระหว่างก้านไฟเลี้ยว-ก้านไฟหน้า
นอกจากต้องเลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ความอ้วนของตัววงนอก และจำนวนก้าน ของพวงมาลัยให้เหมาะสมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงระยะห่างระหว่างก้านไฟเลี้ยว -ก้านไฟหน้า ที่ต้องใช้นิ้วมือปัดไปมา
ถ้าใส่พวงมาลัยใหม่เข้าไปแล้วชิดทั้ง 2 ก้านมากเกินไป มืออาจไปสะกิดก้าน หรือเกะกะ ต่อการหมุนได้ หากห่างก้านมากเกินไปก็จะใช้มือปัดได้ไม่สะดวก จนอาจขาด ความคล่องตัว ในการขับได้

พวงมาลัยชุดแต่ง
แกนพวงมาลัยที่ยื่นขึ้นมาสำหรับสวมกับชุดพวงมาลัยของ รถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีทั้งขนาดและจำนวนเฟืองต่างกันออกไป พวงมาลัยแบบมาตรฐานผู้ผลิตรถยนต์ มักเป็นแบบวงพวงมาลัยพร้อมคอและเฟืองกลางรวมกันเป็นช ิ้นเดียวในตัว มีเพียงฝาครอบที่แยกออกมา
สำหรับพวงมาลัยชุดแต่งล้วนมีการแยกตัวพวงมาลัยกับชุด คอสำหรับสวมลงบน แกนพวงมาลัยแยกออกจากกัน แล้วยึดกันด้วยน็อตขนาดเล็กโดยรอบ 6-8 ตัว เพื่อให้ตัวพวงมาลัยที่ผลิตออกมาสามารถใช้กับรถยนต์ไ ด้สารพัดรุ่น โดยมีคอพวงมาลัยทรงกระบอกแบบแยก มาแทรกระหว่างพวงมาลัยแบบแกน แล้วสามารถเลือกใส่พวงมาลัยชุดแต่งที่มีขนาดเฟืองเท่ ากับแกนพวงมาลัยให้ได้ก่อน

พวงมาลัยรถยนต์รุ่นสูงกว่า
นอกจากพวงมาลัยชุดแต่งที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีอีกทางเลือก คือ พวงมาลัยของเก่าจากเชียงกง-ตลาดอะไหล่เก่า จากรถยนต์ยี่ห้อเดียวกัน แต่เป็นรุ่นสูงกว่าหรือรุ่นสปอร์ตในต่างประเทศเช่น นิสสัน ซันนี อาจใส่พวงมาลัย ของนิสสัน พัลซา เทอร์โบได้
โดยยุ่งยากนิดหน่อยในการเทียบซื้อ เฟืองกลางที่จะสวมกับแกนพวงมาลัย ต้องเท่ากันเป๊ะ พลิกดูหน้าสัมผัสชุดแตร และก้านเตะขาไฟเลี้ยวต้องเหมือนกัน ราคาไม่แพงนัก 1,200-2,500 บาทเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มีให้เลือกเฉพาะพวงมาลัยของรถยนต์ญี่ปุ่น อันเป็นสินค้าหลักในเชียงกงไทย

แอร์แบ็ก
พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หลายรุ่นมีถุงลมนิรภัยติดตั้งมาด้วย แต่อาจไม่พึงพอใจ ในรูปแบบหรือในด้านความสวยงามหากต้องการเปลี่ยนพวงมา ลัยใหม่ต้องให้ความสำคัญ กับถุงลมนิรภัยชุดเดิมด้วย
พวงมาลัยชุดแต่งทั่วไป มักต้องถอดชุดถุงลมนิรภัยพร้อมพวงมาเดิมออกเก็บ โดยต้องปลดการทำงานหรือฟิวส์ที่ควบคุมออกและถอดด้วยค วามนุ่มนวล ไม่ควรเคาะหรือกระแทกแรง ๆ เพื่อไม่ให้ถุงลมนิรภัยพองตัวออก

หากต้องการเปลี่ยนจริง ๆ ควรคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับโดยไม่มีถุงลมนิรภัย พวงมาลัยชุดแต่งยี่ห้อดังในรุ่นใหม่ ๆ (ราคาแพง) เริ่มมีพวงมาลัยชุดแต่งที่เว้นช่องไว้ ให้สามารถถอดชุดถุงลมนิรภัยจากพวงมาลัยมาตรฐานสลับมา ใส่และทำงานได้ตามปกติ แต่ก็มีไม่มากรุ่นนัก คาดว่าในอนาคตจะมีให้เลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่เริ่มมีถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์ มาตรฐานกันมากขึ้น

เมื่อเลือกพวงมาลัยที่ลงตัวในทุกด้านได้แล้ว ควรเก็บพวงมาลัยเดิมไว้ให้ดี สำหรับเปลี่ยนกลับตอนขายรถยนต์หรือเมื่อเบื่อพวงมาลั ยใหม่

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=6839

การขับรถเกียร์ออโต้

                                                    
    ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง
      ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้
 
P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์

R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง

N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด หรือเมื่อติดไฟแดง

D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป เช่น การขับรถ ในตัวเมือง รวมทั้งการขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งการทำงานของเกียร์ D4 จะเป็นไปในลักษณะ 4 สปีด คือ เกียร์ จะเปลี่ยน ขึ้นตามลำดับ จากเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 4 โดยออโต้ ตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์และความเร็วของรถ ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย

ในทางกลับกัน เมื่อลดความเร็ว เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2ไปเกียร์ 1

D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4 นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น

ในตำแหน่ง D4 และ D3 หากต้องการเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่น ในเวลาที่ต้องเร่งแซงรถที่อยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ สามารถใช้การ KICK DOWN เหยียบคันเร่งจมติดพื้น เกียร์จะเปลี่ยนโดยออโต้ และทำให้รถพุ่ง ไปข้างหน้าเร็วขึ้น

D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น และการขับขึ้นจากหล่มโคลนหรือทราย

D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ

      การเลือกใช้งานของเกียร์ออโต้แต่ละเกียร์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือ ความเสียหาย ต่อระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลอีกด้วย

 

 

เครดิต http://usedcar.exteen.com/20081018/entry-2

Page 11 of 14« First...910111213...Last »
cellphone accessories Medicare Insurance Plans Canadian pharmacy online