
ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน

เบรก….ทันไหม

ประหยัดน้ำมันอนุรักษ์พลังงาน
| ในขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นบางคนขายรถทิ้งไปเลยก็มี เนื่องจากราคาน้ำมันในขณะนี้ได้ถีบตัวขึ้นสูงมาก จนทำให้คนใช้รถต้องคิดแล้วคิดอีกในการเติมน้ำมันครั้งนึง บางคนที่มีฐานะร่ำรวยอาจจะไม่รู้สึกถึงตรงนี้เท่าไร แต่คนที่ต้องกินต้องใช้ และจำเป็นต้องใช้รถบ่อยๆเพื่อทำธุรกิจต่างๆ ก็ต้องกลุ้มใจกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงซะจนน่าตกใจ แต่เพราะไม่มีทางเลือกก็ต้องจำเป็นต้องเติมน้ำมัน จนบวกลบคูณหารกับรายได้แล้วอาจจะต้องกุมขมับเลยทีเดียว เพราะถ้าคิดดูเล่นๆแล้วว่าเดือนนึง เราเติมน้ำมันเท่าไรแล้วอาจจะต้องรู้สึกว่า เราโดนปล้นเงินไปหรือเปล่า เงินเดือนที่ได้มาหายไปไหน และตอนนี้ในอีกแง่นึงนอกเหนือจากการเติมน้ำมันเพื่อตัวเองแล้วเราต้องมองถึงน้ำมันที่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้เพราะเราใช้กันอย่างนี้ไม่นานก็คงหมดไปถึงแม้จะมีพลังงานทดแทนแต่มันก็มีวันหมดเหมือนกัน ทางที่ดีเราทุกคนต้องรู้จักวิธีประหยัดพลังงานเพื่อตัวของคุณเองและโลกทั้งในวันนี้และวันหน้า และตอนนี้เรามีโครงการรวมพลังหาร 2 มีวิธีประหยัดน้ำมัน “ลดพลังงาน เพิ่มพลังเงิน” เพื่อให้คุณผู้ใช้รถใช้ถนนมาร่วมกันประหยัดพลังงานเพื่อตัวเองและประเทศชาติกันแล้ว เราลองมาทำตามวิธีการง่ายๆ ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ครับ – ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด หากขับรถด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับรถด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัดน้ำมันได้ 25% คิดเป็นเงิน 800 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือ 9,600 บาทต่อปีต่อคัน ถ้ารถยนต์จำนวน 7 ล้านคันทั่วประเทศ ขับรถตามกฎหมายกำหนด ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ไม่น้อยกว่า 67,000 ล้านบาท ต่อปี ความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ – ทางธรรมดา 90 กม./ชม. – ทางด่วน 110 กม./ชม. – มอเตอร์เวย์ 120 กม./ชม.
– ตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำ การตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง สามารถประหยัดน้ำมันได้ 10% คิดเป็นเงินที่ประชาชนประหยัดได้ 250 บาทต่อเดือนต่อคัน คิดเป็นจะประหยัดได้ถึงปีละ 3,000 บาท หากรถ ยนต์เบนซิน จำนวน 3 ล้านคันใน ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยชาติจะประหยัดเงินได้ 9,000 ล้านบาทต่อปีและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี โดยการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นเมื่อถึงกำหนด และตรวจสอบรอยรั่วในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยประหยัดน้ำมันประมาณร้อยละ 3-9 วิธีการตรวจเช็คที่ควรปฏิบัติดังนี้ |
อ้างอิงและที่มาข้อมูล : คู่มือรวมพลังหยุดรถซดน้ำมัน – PDF
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
วิธีเลือกซื้อรถมือสอง เบื้องต้น
การซื้อรถมือสองนั้น ถ้าเรามีความละเอียดรอบคอบเพียงพอในการเลือกซื้อ ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าซื้อแล้วได้ใช้งานคุ้มค่า เพียงแต่เราดูแลบำรุงรักษารถให้ดี ก็ใช้ไปได้อีกนาน เป็นธรรมดาสำหรับรถดี ๆ จะไม่มีเรื่องจุกจิกกวนใจเรา หรือทำให้เราเสียเงินบ่อยๆ ทีนี้เรามาดูว่ารถมือสอง ที่เราจะซื้อมีวิธีการเลือกคร่าวๆ ไว้พอเอาตัวรอดได้ พอแนะนำเป็นแนวทางได้บ้าง โดยจะแยกเป็นหัวข้อง่ายๆ ดังนี้
1. ดูตัวถัง body
รถสวยหรือไม่ดูภายนอกรอบคันก็อาจพอบอกได้ แต่จะดูให้รู้ว่าเคยชนมาบ้างหรือเปล่า ก็ต้อง
– เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีชนมาบ้าง
– ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้เดาไว้ก่อนเลยว่าเคยชนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน
– สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าค จากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างจะกัน
– สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกัหรือไม่ คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น
– พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอนๆ ก็สังเกตดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะอาจทำดีมากจนดูแทบไม่ออก ต้องเช็ค มีบางคันเศษกระจกอาจหลงเหลืออยู่ให้เห็น
– ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสี จากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ใช้วิธีเคาะด้วยมือของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลย รถที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบๆ ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่งๆ ฟังดีดีจะรู้ถึงความแตกต่าง
– รถที่เคยหงายตะแคงมา ก็ดูหลังคารถเคาะๆ ดู สังเกตขอบคิ้วกระจกหน้าหลังว่าเหมือนกันหรือเปล่า มีรอยแตกของสีโป๊วหรือไม่ หลังคาไม่น่ามีสีสดสวยกว่าประตูข้าง เพราะเป็นส่วนที่รับแดดมากที่สุด
2. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์
- เครื่อง ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเสียงดัง ไม่นิ่งรอบสูงบ้างต่ำบ้าง ไม่น่าเชื่อถือ เวลาเครื่องร้อนเรา ก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นเป็นละอองออกมาเอามือไปอังๆ ดูก็ได้
– เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วๆ กระตุกๆ เข้าเกียร์ยาก นั่นหมายถึงมีปัญหา ถ้าวิ่งๆ อยู่มีเสียงหอนแหวกอากาศมาเข้ามา เวลาเข้าเกียร์ว่างรถจอดนิ่งๆ ไม่ดังก็แสดงว่าเกียร์มีปัญหา เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอใช้ได้ เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าน่าจะผ่านแล้ว ต้องลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั้ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่าเกียร์อาการแย่
– ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม มีบ่อ ถ้าลุยเข้าไป เดี๋ยวเสียงกรุกกรักจะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี แต่อย่าขับเร็วมากนักอาจเสี่ยงต่ออันตราย ก็ได้ ต่อไปเป็นเบรค และ สภาพยาง อาจซื้อแล้วเข้าร้านเปลี่ยนของใหม่เลย เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ก็ชัวร์ดี
3. ภายในห้องโดยสาร
– กลิ่น ถ้าเปิดรถแล้วได้กลิ่นอับๆ ชื้นๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ง่ายต่อการดูมากเลย คือเอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำหรือเปล่า บางคันพื้นอาจผุจนทะลุ ต้องดูหมดทั้ง 4 จุด
– ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกหรือไม่ ช่องแอร์สมบูรณ์หรือเปล่า ช่องแอร์เป็นอะไรที่ซ่อมยากนะ เพราะอาจไม่มีอะไหล่ด้วย
– แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 ดูเลยว่ามันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า สมัยนี้ล้างแอร์ก็ราคาแพงด้วย เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบๆ รถนานๆ หน่อย ไม่ใช่ แค่แป๊บเดียว แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าแอร์เย็นฉ่ำ หรือ ไม่เย็นฉ่ำ ลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่า แอร์ตัดตามปกติหรือไม่
การดูรถถ้าจะดูให้ละเอียดครบถ้วน อาจต้องใช้เวลามากสักหน่อยแต่ก็คุ้มค่า รถยนต์เป็นอะไรที่ราคาสูงนะคะ ถ้าดูครบถ้วนตามที่แนะนำ ก็น่าจะได้รถที่พอใช้ได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะค่ะ การซื้อรถมือสอง ต้องเตรียมเงินอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อถ่ายเปลี่ยนของเหลวในรถออกให้หมด เพื่อเริ่มทำการจดบันทึกใหม่ ทั้งเลขกิโลเมตรและวันที่ว่าเราทำอะไรไปบ้างกับรถคันนี้เมื่อไหร่ เท่าไหร่ book service ที่เราทำขึ้นเองจะมีประโยชน์มากๆ เวลาขายต่อ เอาให้คนที่จะซื้อดู ทำให้เครดิตดีอีกเยอะเลย ยิ่งเราละเอียดมากเขาก็เชื่อถือมากนะคะ
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
รถบ้าน กับ รถเต๊นท์
การซื้อขายรถมือสอง หลัก ๆ แล้ว จะมีการซื้อขายอยู่ 2 ประเภท
1. รถบ้าน คือรถที่เจ้าของขายเอง หรือ ซื้อขายโดยตรงกับผู้ใช้รถ
2. รถเต็นท์ คือการซื้อขายกันเป็นธุรกิจ การซื้อขายรถผ่านคนกลาง หรือ ไม่ใช่โดยตรงกับผู้ใช้รถ
รถบ้านคืออะไร
คือการซื้อขายโดยตรงกับผู้ใช้รถ หรือ รถที่เจ้าของขายเอง ซึ่งรถบ้านจะมีข้อดีก็คือ การซื้อขายจะได้คุยกับเจ้าของรถโดยตรงและรู้ว่ารถเป็นอย่างไร ขับมาเป็นอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้น และอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงกว่า คนส่วนใหญ่จึงมีทัศนคติ ที่ดีต่อรถบ้าน ทั้งด้านราคา และสภาพ คิดว่าไม่ผ่านนายหน้า ราคาก็คงไม่แพง ( หารู้ไม่ว่าเจ้าของรถบางคนอาจตั้งราคาตามหน้าเต๊นท์ก็เป็นได้ ) ส่วนข้อเสียของรถบ้าน ก็มีอยู่ เช่นกัน ก็คือ จะเป็นการขายตามสภาพ การซื้อขายไม่มีการรับประกันคุณภาพ และส่วนมากการซื้อขายแบบนี้ต้องใช้เวลานาน เหมาะกับคนไม่รีบร้อนซื้อ ไม่รีบร้อนขาย
เพราะการซื้อขายรถบ้านนั้น หากซื้อด้วยเงินสด ก็ไม่มีปัญหายุ่งยากอะไร ต่างกับ ถ้าเป็นการซื้อรถด้วยเงินผ่อน จะต้องติดต่อสถาบันการเงินเอง จ่ายเงินดาวน์กับเจ้าของรถเดิม และยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบ ฐานะทางการเงิน ถ้าฐานะการเงินเพียงพอ ก็ต้องนำรถไปโอนเป็นชื่อสถาบันการเงิน และต้องใช้เวลากว่า 10 วัน กว่าเรื่องจะอนุมัติและได้รับเช็คในส่วนที่ขอกู้ หลังจากตกลงซื้อขาย เจ้าของรถเดิมก็ไม่อยากวุ่นวาย จึงต้องทำสัญญาอย่างรัดกุม เพราะเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือ การซื้อรถบ้าน จึงมักนิยมการซื้อด้วยเงินสดมากกว่า
รถเต็นท์คืออะไร
คือการซื้อขายผ่านคนกลาง หรือรถมือสองที่ขายโดยผู้ค้า มีสถานที่ซื้อขายเป็นหลักแหล่ง สมัยก่อนจะตั้งอยู่ริมถนนมีเต๊นท์ผ้าใบขนาดใหญ่กางอยู่ให้รถจอด จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก “ รถเต๊นท์ “ หรือเต๊นท์รถมือสอง ปัจจุบันเป็นห้องแถวหรืออาคารพาณิชย์แต่ก็ยังใช้คำว่า เต็นท์ เหมือนกัน ส่วนใหญ่ เต็นท์ ที่มีการรับซื้อรถเข้ามา และขายออกไป จะมีการบริการหรือดำเนินการในการซื้อเงินผ่อน มีทั้งการใช้เงินส่วนตัวปล่อยกู้ หรือ อำนวยความสะดวกโดยติดต่อสถาบันการเงินให้ จ่ายเงินดาวน์ เซ็นเอกสาร และขับรถออกมาได้เลย ไม่ต้องรอการดำเนินเรื่องให้เสร็จทุกขั้นตอน นับเป็นการบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่จะซื้อรถมือสองด้วยเงินผ่อนเป็นอย่างมาก
ซื้อรถมือสองต้องปรับสภาพ ?
เต็นท์มีการปรับสภาพรถก็จริง แต่มักเป็นการทำโดยผิวเผินอย่าง หยาบๆ หรือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ผู้ซื้อดูดี แต่เสียค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพน้อยที่สุด
ส่วนรถบ้าน ถ้าส่วนที่เสียหรือกำลังจะเสีย ไม่เป็นที่สังเกตเห็น จนน่าเกลียดหรือขับแล้วรู้เลย ก็มักจะไม่เสียเงินซ่อมก่อนขาย ปล่อย ให้เป็นภาระแก่ผู้ซื้อ หรือแม้แต่มีส่วนที่เสียที่ชัดเจน ก็มักจะใช้วิธีลดราคาให้ผู้ซื้อไปซ่อมเอง
ไม่จะซื้อรถเต็นท์ ที่จอดอยู่ไม่รู้กี่วัน หรือซื้อรถบ้านจากเจ้าของโดยตรงที่ใช้งานเป็นปกติอยู่ แต่ในเมื่อเป็นรถใช้แล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะมีอะไรใกล้หมดสภาพในอีกไม่นาน โดยส่วนใหญ่รถมือสองที่แม้ผู้ขายจะบอกว่ามีสภาพพร้อมใช้ แค่เติมน้ำมันแล้วก็ขับได้เลย หลังซื้อมาก็ควรจะตรวจสอบหรือปรับสภาพเพื่อให้ใช้งานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ระยะทางบนหน้าปัดหรือเรียกกันว่าเลขไมล์ (ทั้งที่หน่วยเป็นกิโลเมตร) ผู้ขายโดยเฉพาะเต็นท์มักจะเขี่ยหรือปรับลดไมล์เพื่อให้ดูเป็นรถใช้น้อย สามารถเพิ่มราคาหรือเพิ่มความน่าสนใจขึ้นได้ และปัจจุบันนี้ไม่ใช่เฉพาะเต็นท์เท่านั้นที่ทำอย่างนี้ เจ้าของรถบ้านที่รู้มากหลายคนก็ทำเช่นกัน เพราะมีประกาศรับบริการในราคาไม่แพงตามนิตยสารรถรายสัปดาห์ทั่วไป
ถ้าเป็นคันที่ถูกปรับลดเลขระยะทางบนหน้าปัดลงไปโดยผู้ซื้อไม่ทราบ นับว่าน่ากังวล เช่น ระยะทางที่ใช้จริง 100,000 กิโลเมตรซึ่งต้องเปลี่ยนสายพานไทม์มิงแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแล้วถูกลดเลขบนหน้าปัดเหลือ 80,000 กิโลเมตร อย่างนี้ก็เสี่ยงมากกับสายพานที่จะขาด หากใช้ต่อไปอีก 20,000 กิโลเมตร
ระยะทางที่แท้จริงของรถที่ถูกลดเลขไมล์ สามารถทราบได้ยาก นอกจากจะบังเอิญว่า รถคันนั้นเข้าศูนย์บริการเป็นประจำและสมุดคู่มือยังอยู่ ก็สามารถโทรศัพท์เข้าไปสอบถามที่ศูนย์บริการนั้นได้ว่า เคยซ่อมอะไรมาบ้าง และระยะทางล่าสุดเท่าไรเมื่อไร
ขัดสี รถที่ผ่านการใช้งานมา แม้จะได้รับการดูแลรักษาที่ดี แต่ก็ต้องมีคราบสกปรกเกาะบ้างไม่มากก็น้อย จึงไม่ใช่แค่ขัดเคลือบด้วยตัวเอง แต่ แนะนำให้เข้าอู่สีให้ขัดสีใหม่ทั้งคัน เอาคราบไคลสกปรกออกแล้วเคลือบ น้ำยา ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท แล้วค่อยนำกลับมาเคลือบเงาเองด้วยน้ำยากระป๋องละไม่กี่ร้อยบาท
เปลี่ยนของเหลว ของเหลวทุกชนิด ยกเว้นน้ำกลั่น+น้ำกรดในแบตเตอรี่ และน้ำฉีดกระจก ควรเปลี่ยน น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ น้ำหม้อน้ำ
สารพัดไส้กรอง ไส้กรองอากาศที่จะมีผลต่อการหายใจเข้าของเครื่องยนต์, ไส้กรอง น้ำมันเครื่องต้องเปลี่ยนพร้อมน้ำมันเครื่องอยู่แล้ว, ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อการไหลของน้ำมันที่คล่องตัว
สายพานต่างๆ ถ้าจะตัดปัญหาก็ควรเปลี่ยนให้ครบทั้งสายพานนอกเครื่อง และสายพานไทม์มิง (ถ้ามี) หากสายพานเดิมมีสภาพยังดี ก็ใส่ถุงเก็บสำรอง ไว้ท้ายรถเพื่อเป็นอะไหล่เมื่อเดินทางไกล
ยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ ถ้าร้าวหรือขาด ให้เปลี่ยนใหม่ ส่วนจะเป็นของใหม่แท้จากศูนย์บริการ ของเทียบใช้หรือของเชียงกงก็ตามสะดวก สำหรับรถญี่ปุ่น ยาง แท่นเครื่องเชียงกงที่มีสภาพดีๆ ก็น่าสนใจ เพราะมีราคาถูกมาก แต่ใช้งานได้ดีอีกนานพอสมควร
ท่อยางหม้อน้ำ ถ้าดูที่ยางที่ติดรถมาแล้วมีสภาพไม่น่าไว้ใจ เริ่มแข็งกรอบหรือร้าว ก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ในราคาไม่แพง สำหรับของเทียบคุณภาพดี แล้วเก็บของเดิมไว้ท้ายรถเพื่อเป็นอะไหล่เมื่อเดินทางไกล
ระบบเบรกและผ้าเบรก รถแล่นได้ ก็ต้องหยุดได้ดีและปลอดภัย ในการเปลี่ยนน้ำมันเบรก ต้องไล่น้ำมันเก่าออกจากลูกสูบเบรกที่ทุกล้อ ให้ตรวจสอบการรั่วซึมของ ลูกยางเบรก สายอ่อนเบรก และการเปื่อยขาดของยางกันฝุ่น ผ้าเบรกใกล้หมดหรือยัง ถ้าบางแล้วก็ควรเปลี่ยน โดยสามารถเลือกได้หลายยี่ห้ออย่างรอบคอบ ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าเบรกแท้จากศูนย์บริการ
ระบบช่วงล่าง เป็นปัญหาที่พบบ่อยในรถมือสองทั่วไป ช่วงล่างมีเสียงดัง แข็งกระด้าง หรือยวบยาบ ถ้าไม่ได้สนใจจุดนี้เป็นพิเศษ ก็แค่ทดลองขับดูว่ามีเสียงรบกวนไหมและการทรงตัวดีหรือไม่ แต่ถ้าอยากใช้งานให้สมบูรณ์จริงๆ ควรตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งแบบถอดล้อขึ้นแม่แรง โยกชิ้นส่วนดู หรือถอดออกมาจากรถเพื่อตรวจสภาพอย่างละเอียด หากเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นที่มีอะไหล่เชียงกงในราคาไม่แพง หลายชิ้นอาจตัดปัญหาโดยซื้อเปลี่ยนยกชุดเลยก็เป็นได้ ราคาของปีกนก โช้คอัพและอะไหล่ปลีกย่อยของรถญี่ปุ่นบางรุ่น มีราคาของเชียงกงรวมแถวๆ หนึ่งหมื่นบาทเท่านั้น เปลี่ยนแล้วแม้จะขับแล้วไม่เหมือนรถใหม่ 100%แต่ก็ดีขึ้นเยอะและใช้งานต่อไปได้อีกนาน
การตัดสินใจเปลี่ยนชิ้นส่วนของช่วงล่างแบบยกชุดหรือไม่ ขึ้นอยู่ กับสภาพของชิ้นส่วนเดิมและราคาของชิ้นส่วนใหม่ หากไม่แพงก็ยกชุด ไปเลย หากแพงก็ตัดสินใจจากสภาพของชิ้นส่วนเดิมอย่างรอบคอบ
เพลา และยางหุ้มเพลา รถขับเคลื่อนล้อหน้ามีเพลาขับ 1 แท่ง ( 4 หัวเพลา)เลี้ยววงแคบ แล้วมีเสียงดังก็อกๆๆ หรือไม่ ถ้ามีเสียงดังต้องเปลี่ยนเพลา จะเลือกของแท้จากศูนย์บริการ เทียบใช้เฉพาะตัวหัวเพลา หรือของเชียงกงก็ตามสะดวก ถ้ายางหุ้มเพลาขาด ต้องถอดมาทำความสะอาด เปลี่ยนยางหุ้มเพลาพร้อมจารบีใหม่ ยางหุ้มเพลาของเทียบใช้อันละไม่กี่ร้อยบาง บางยี่ห้อก็น่าใช้ เพราะทนทานคุ้มค่ากับราคา
ตู้แอร์ ดูว่าลมแรงและมีกลิ่นหรือไม่ หากไม่แน่ใจว่าสกปรกหรือไม่ ล้างตู้แอร์ไปเลยก็ดี เพราะเกี่ยวข้องกับความสะอาดของอากาศที่จะหายใจเข้าไป
เบาะและพรม ทำความสะอาดเองได้ไม่ยาก โดยใช้โฟมสเปรย์ฉีดแล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดโฟมและคราบสกปรกออก แต่ถ้าไม่อยากทำเอง ก็สามารถเข้ารับบริการได้ตามคาร์แคร์ทั่วไป
ฟิล์มกรองแสง ดูสภาพทั้งความใสและฟองอากาศของฟิล์มกรองแสงเดิมที่ติดอยู่ (ถ้ามี) การเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงใหม่ ต้องเสียเงินหลายพันบาทก็จริง แต่การขับรถที่มีฟิล์มฯ มัว ก็ไม่ปลอดภัยและขาดความสวยงาม
ลดค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ ถ้าสะดวก มีความรู้เรื่องรถพอสมควรและมีอู่ที่ยินดีให้ซื้ออะไหล่ ไปเองได้ ก็สามารถแวะไปร้านอะไหล่ตามห้องแถวทั่วไป หรือเชียงกง เพื่อซื้ออะไหล่ หรือถ้าไม่สะดวกซื้ออะไหล่เอง ก็สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายโดยการเลือกซื้ออะไหล่อย่างรอบคอบว่า ชิ้นใดควรซื้ออะไหล่แท้ เทียบ เทียม หรือเชียงกง ความรู้ที่เล่าสู่กันฟังนี้ อาจดูเหมือนยุ่งยากในทางปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปหลังซื้อรถมือสองมาแล้ว ก็ใช้ไปซ่อมไป อะไรเสีย ก็ถึงจะซ่อม อย่างมากก็เปลี่ยนแค่น้ำมันเครื่องเท่านั้น หลังที่ได้อ่านเกร็ดความรู้ข้างต้นแล้ว ลองพิจารณาดูว่าอะไรสะดวกที่จะทำ เพราะหากยอมเสียเงินเสียเวลาในครั้งเดียว แล้วก็จะใช้งานได้อย่างสบายใจมากขึ้น
รถบ้าน หรือ รถเต็นท์ นั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกซื้อรถ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ควรศึกษารถ ก่อนซื้อ รวมถึงราคาว่า สมเหตุสมผลหรือไม่
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
การเลือกซื้อรถมือสอง
ในปัจจุบันรถเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตทุกคน นอกเหนือจากปัจจัย 4 แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำผู้คนรายได้น้อยลงแต่ราคารถใหม่สูงขึ้น รถมือสองจึงเป็นทางเลือกของความต้องการที่มากขึ้น เราจึงอยากนำเสนอแนวทางในการเลือกซื้อรถมือสองเพื่อป้องกันความผิดหวัง เพราะการซื้อรถมือสองนั้นมีรายละเอียดย่อยมากมายที่ต้องพิจารณารถที่ท่านจะซื้อ
1. ตรวจเช็คโครงสร้าง
ขั้นตอนแรกในการเลือกซื้อรถมือสองให้ดูสภาพของโครงสร้างภายนอกตัวรถก่อน จากด้านหน้าไปจรดด้านท้ายสังเกตตามตะเข็บรอยต่อของหลังคา ขอบกระจกหน้า-หลัง จากนั้นเปิดฝากระโปรงหน้าดูที่คานหม้อน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง ขอยึดกันชนที่ต่อเชื่อมมาจากแชสซีส์ ดูตะเข็บรอยต่อภายในห้องเครื่องให้สังเกตดูว่ามีร่องรอยของความเสียหายหรือไม่ เพราะรถที่ถูกชนมาอย่างหนักพวกรอยเชื่อมหลังจากซ่อมมาแล้ว มักจะไม่เหมือนกับที่มาจากโรงงาน การดูด้านหลังก็ให้ดูเหมือนด้านหน้าแต่โครงสร้างส่วนหลังนี้มีความสำคัญน้อยกว่าส่วนหน้า โครงสร้างของรถยนต์นั้น หลายส่วนสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ และก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ หรือถ้าจะเปลี่ยนก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากจนไม่มีใครนิยมทำกัน อย่างบังโคลนหน้า ฝากระโปรง ประตู สามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่แทนได้ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุมา ส่วนแก้มหลับที่ต่อกับเสาหลังคารถหรือเฟรมตัวถังกับเสาประตู เป็นชิ้นส่วนที่ไม่นิยมเปลี่ยนกัน ด้วยขั้นตอนความยุ่งยากและความแข็งแรงของส่วนนั้นที่จะลดลงหลังจากทำการซ่อมไปแล้ว จึงไม่เป็นที่นิยมของอู่ซ่อมจนพอจะเรียกได้ว่าเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ จึงควรจะต้องดูที่บริเวณนี้ให้ดี
2. ตรวจเช็คสภาพตัวถังภายนอกและสีรถ
ลำดับถัดมาก็เป็นเรื่องของสภาพตัวถังภายนอก ให้ดูว่าสภาพของสีรอบๆ ตัวรถว่ามีการบวมปูดของสีหรือสีซีดด่าง ผุเป็นสนิม มากน้อยแค่ไหน เพราะการทำสีนั้นแต่ละส่วน แต่ละบริเวณนั้น เช่น บังโคลน ค่าทำสีชิ้นละ 2,000-3,000 บาท ถ้าต้องทำสีมากหลาย ๆ จุด คำนวณดูแล้วค่าทำสีจะสูงมากก็ไม่คุ้มเหมือนกัน
3. ตรวจเช็คเครื่องยนต์
ราคาของเครื่องยนต์นั้นก็เป็นพันเป็นหมื่นจึงควรตรวจเช็คอย่างรอบคอบ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินโดยไม่จำเป็น จากนั้นเมื่อสตาร์ทเครื่องแล้วให้ดูว่าเครื่องยนต์เดินเรียบหรือไม่ และให้ฟังดูว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน มีเสียงดังแต็ก…แต็ก ของวาล์วหรือไม่ หรือเสียงดังกั๊กๆ ที่เกิดจากแคมชาฟท์หรือเพลาข้อเหวี่ยง สลักลูกสูบหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าเครื่องยนต์มีปัญหาใหญ่แน่ๆ ต่อมาให้ลองฟังดูว่ามีเสียงของลูกปืนไดชาร์จ ไดสตาร์ทด้วย จากการฟังก็มาถึงการใช้วิธีดมกลิ่นที่ท่อไอเสียดู ถ้ามีกลิ่นไม่ฉุนมากนักก็แสดงว่าเผาไหม้ได้หมด แต่ถ้ามีกลิ่นฉุนรุนแรงหรือมีควันสีดำออกมาเวลาเร่งเครื่องก็แสดงว่าเผาไหม้ไม่หมดเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ และรถคันนั้นจะกินน้ำมันมากกว่าปกติอีกด้วย หรือถ้าเป็นควันสีขาวไหลออกทางปลายท่อ ยิ่งมีปริมาณมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่าเครื่องหลวมมากเท่านั้น
4. ตรวจเช็คระบบแอร์
ตรวจเช็คตู้แอร์ดูว่ามีเสียงของพัดลมดังผิดปกติหรือไม่ เสียงของคอมแอร์ดังขึ้นมาไหม ซึ่งทดลองได้ไม่ยากนัก แค่ปิด-เปิดแอร์แล้วฟังเสียงดู ถ้ามีเสียงดังตอนเปิด และเงียบลงตอนปิดก็แสดงว่าคอมแอร์เริ่มมีปัญหา
5. ตรวจเช็คระบบเกียร์
สำหรับระบบเกียร์นั้นมีวิธีการตรวจเช็คแบบง่ายๆ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติให้ลองเข้าเกียร์ D โดยใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเอาไว้แล้วใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งลงไปเรื่อยๆ ถ้ารอบอยู่ที่ประมาณ 2,000 รอบ/นาที ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้ารอบเลยขึ้นไปถึง 2,500-3,000 รอบขึ้นไป ก็แสดงว่าชุดคลัตช์เริ่มลื่นแล้ว เกียร์ธรรมดาก็เช่นกัน ให้ติดเครื่องและเข้าเกียร์หนึ่งโดยใช้เท้าขวาเหยียบเบรกเอาไว้และค่อยๆ ปล่อยคลัตช์ดู ถ้าเครื่องดับแสดงว่าคลัตช์ยังดีอยู่ แต่ถ้าเครื่องยังไม่ดับก็แสดงว่าชุดคลัตช์เสียซะแล้ว
6. การตรวจเช็คสภาพห้องโดยสาร
การตรวจสอบภายในห้องโดยสาร ให้ตรวจเช็คอย่างละเอียดว่าระบบไฟฟ้า ระบบไฟสัญญาณต่างๆ บนหน้าปัดขณะที่บิดกุญแจไปยังตำแหน่ง ON สัญญาณเครื่องหมายต่างๆ บนหน้าปัดจะต้องมีโชว์ขึ้นมาทั้งหมด เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้วไฟต่างๆ เหล่านี้จะต้องดับหมด ซึ่งถ้าตรงไหนยังไม่ดับแสดงว่าระบบนั้นต้องมีปัญหา เช่น ไฟ ABS ถ้าติดอยู่แสดงว่าระบบ ABS มีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ หรือถ้าไฟ AIR BAG ติดอยู่ก็แสดงว่าระบบถุงลมนิรภัยมีปัญหาแน่ ส่วนในบางทีถ้าบิดสวิตช์กุญแจแล้วไฟสัญญาณบางดวงไม่โชว์ทั้งที่มีระบบนั้น ก็แสดงว่ามีการถอดหลอดออกเพื่อไม่ให้ไฟโชว์ และอีกอย่างสำหรับรถรุ่นใหม่ๆ ก็อย่าลืมตรวจเช็คกระจกไฟฟ้า สวิตช์ไฟ ระบบไฟส่องสว่างต่างๆ ว่าทำงานหรือไม่ ระบบเครื่องเสียงยังคงใช้ได้อยู่ไหม ตรวจเบาะนั่งทุกตัวต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมทั้งดูอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบไปด้วย
ขั้นตอนสุดท้ายในการเลือกซื้อรถมือสองต้องลองขับด้วยตัวเอง
การทดลองขับบนถนนที่มีสภาพถนนต่างๆ หลายๆ แบบจะยิ่งช่วยให้การตรวจสอบนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วงที่ทดลองขับให้พยายามฟังเสียงเครื่องยนต์ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม เข็มวัดอุณหภูมิความร้อนของเครื่องอยู่ในระดับปกติหรือไม่ จับอาการการทำงานของเกียร์ ซึ่งถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติให้สังเกตดูว่าเกียร์เปลี่ยนครบทุกเกียร์ไหม มีการเปลี่ยนเกียร์ที่ต่อเนื่องและนิ่มนวลหรือไม่ กระตุกมากเกินไปไหม และอย่าลืมสังเกตอีกนิดว่าเกียร์ตอบสนองทันใจไหม เพราะถ้าเร่งเครื่องแล้วรอบขึ้นไปมากแต่รถไม่คอยไปก็แสดงว่าชุดคลัตช์ในเกียร์นั้นคงมีปัญหาแล้วแน่ๆ ส่วนถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาก็ให้ลองเปลี่ยนเกียร์ดูให้ครบทุกเกียร์จะได้รู้ว่าเกียร์มีปัญหาไหม ถ้าหากมีเสียงดัง แก๊ก แก๊ก…ขึ้นมาตอนเปลี่ยนเกียร์ทั้งที่เหยียบคลัตช์สุดแล้วแสดงว่าชุดซินโครเมชเกียร์นั้นชำรุดแล้ว หรือเข้าเกียร์ยากก็อาจจะเกิดจากผ้าคลัตช์หมด เวลาที่วิ่งบนถนนที่ขรุขระ ให้สังเกตด้วยว่ามีเสียงผิดปกติของช่วงล่างไหม การบังคับเลี้ยงเป็นอย่างไร รถวิ่งเอียงหรือเฉไปเฉมาไหม หรือเบรกไม่อยู่ และลองเหยียบเบรกดูด้วยว่ามันอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และรถขับเคลื่อนล้อหน้าให้ทดสอบเพลาขับหน้าด้วยโดยหักเลี้ยวซ้ายสุด ขวาสุดว่ามีเสียงดัง แกร็กๆ เวลาออกตัวหรือไม่ ถ้าเสียงดังก็แสดงว่า เพลาขับหน้าชำรุดแล้ว สุดท้ายให้ดูสภาพของยางที่ติดอยู่กับรถว่า มีการสึกหรอเพียงใด โดยสามารถสังเกตได้อย่างง่ายๆ คือให้ลองเอาเล็บจกไปที่ดอกยาง ถ้ายางแข็งมากจนเล็บจิกไม่เป็นรอย หรือเวลาที่วิ่งแล้วมีเสียงของยางกระทบพื้นถนนที่ดังมากก็แสดงว่ายางนั้นเสื่อมสภาพแล้ว แต่ต้องแยกให้ออกด้วยว่าเป็นเสียงยางหรือเสียงลูกปืนล้อกันแน่ ถ้ายางนั้นสึกไม่เท่ากันทั้งหน้ายางก็แสดงว่าศูนย์ล้อนั้นมีปัญหาแล้ว เรื่องของศูนย์ล้อก็ต้องระวังเอาไว้ด้วย เพราะถ้าแค่ศูนย์ล้อคลาดเคลื่อนธรรมดานั้นสามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเคลื่อนจนไม่สามารถตั้งได้แสดงว่ารถคันนี้ต้องประสบอุบัติเหตุมาอย่างแน่นอน
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
ข้อดีของการซื้อรถมือสองจากเต๊นท์
เวลาต้องการซื้อรถมือสองจะมีอยู่สองแนวทางหลักๆ คือ รถบ้าน(รถที่ซื้อจากเจ้าของที่ต้องการขายเองโดยไม่ผ่านสื่อกลาง) รถเต็นท์(ซื้อจากผู้ที่ทำธุรกิจโดยการนำรถมาปรับสภาพและขาย) แต่อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปนะค่ะ ทัศนคติของคนส่วนใหญ่มักมองว่ารถเต็นท์เป็นอะไรที่เลวร้าย โกหก หลอกลวง และย้อมแมวก่อนนำมาขาย แต่รถเต็นท์ก็มีดีอยู่ไม่ใช่น้อยนะค่ะ เพราะถ้ารถเต็นท์แย่ขนาดนั้นธุรกิจนี้ก็คงไม่สามารถอยู่ได้ ถ้าทุกคนซื้อรถมือสองแล้วเจอแต่สภาพแย่ๆ ถูกมั๊ยค่ะ
แต่มันก็มีส่วนจริงอยู่บ้างที่รถเต็นท์นั้นจะสภาพแย่ตามทัศนคติของคนที่มองเต็นท์รถในแง่ลบ เพราะรถเต็นท์กว่าครึ่งจะมาจากรถที่ถูกปรับสภาพมาแล้ว ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกด้าน หรือขอให้ดูดีไม่ว่าสภาพจริงจะเป็นยังไงก็ตาม พูดง่ายๆก็ย้อมแมวนั้นแหละ รถมือสองบางคันถึงขั้นเคยชนหนักหรือพลิกคว่ำมาแล้วก็ยังมี ถ้าได้ซื้อไปบางคนต้องมาตามไล่ซ่อมจนเหนื่อยเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา และที่สำคัญเสียใจแน่นอน แต่อย่าลืมนะค่ะว่ารถเต็นท์ไม่ใช่โจร ไม่ได้เป็นธุรกิจผิดกฎหมาย และที่สำคัญไม่ใช่เต๊นท์รถเท่านั้นที่สามารถเอาเปรียบเราเสมอไป รถเต๊นท์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ไม่งั้นธุรกิจนี้ก็คงไม่สามารถอยู่ได้และเติบโตขึ้นมาอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นดิฉันจะเลือกรถมือสองซักคัน ดิฉันจะเน้นการดูรถจริงอย่างละเอียด และเปรียบเทียบกับราคาว่าคุ้มค่ามั๊ย โดยพยายามไม่ต้องคำนึงถึงที่มาของรถ(เพราะจะทำให้คิดมากนะค่ะ) รถเต็นท์ดีๆ ก็มีเยอะ รถบ้านเน่าๆ ก็มีเยอะเหมือนกัน-สถานที่สะดวกซื
บทความนี้ไม่ได้โน้นน้าวให้มาซื้อรถเต็นท์แต่อย่างใด แต่ต้องการแสดงความคิดตามที่เป็นจริง
มาดูข้อดีของการซื้อรถเต็นท์นะค่ะ
ถ้าเปรียบเทียบเต็นท์รถก็คงต้องเปรียบเหมือนห้างสรรพสินค้า ที่มีสินค้าหลากหลายคุณภาพแตกต่างกันให้เลือกซื้อได้อย่างสะดวกสบาย มีที่ตั้งอย่างชัดเจน ดูรู้ตั้งแต่ป้ายโฆษณาจนถึงขับรถผ่านและสนใจที่อยากจะดู แต่ในขนาดที่เราต้องการจะซื้อรถบ้าน ถ้าสนใจก็ต้องโทรสอบถามและนัดเวลาและสถานที่ที่ต้องการจะไปดู เพราะคนส่วนใหญ่จะนัดดูรถกันที่บ้านของเจ้าของรถ ซึ่งจะต้องถามทางกันยืดยาวหรือไม่อาจจะหลงทางหรือรถติด อยู่ไกลซับซ้อนเดินทางเหนื่อย เมื่อไปดูแล้วก็อาจจะไม่ถูกใจ ทำให้เสียเวลาและค่าเดินทาง พรือพูดง่ายๆไปเสียเที่ยวซะงั้น-ประหยัดเวลา
เต็นท์รถส่วนใหญ่เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงหัวค่ำ มีเวลาและสภาพที่ที่แน่นอน แต่ถ้าเป็นรถบ้านต้องนัดหมายเวลาให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีเวลาว่างตรงกัน ทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากและอาจเสียเวลา-สภาพพร้อมใช้
ถึงแม้ว่ารถเต็นท์จะมีการผ่านการปรับสภาพมาแล้ว(แบบประหยัดค่าใช้จ่าย) แต่ก็ยังดีกว่ารถบ้านที่ไม่มีการตรวจสอบก่อน ถ้าเสียก็ต้องส่งซ้อมเอง บางครั้งสีถลอก แล้วท่านผู้ซื้อจะเลือกแบบใหน แบบพอใช้หรือไปปรับสภาพเอาเอง(สำหรับรถบ้านบางคัน)-มีบริการเงินผ่อน
ถ้าเราเลือกซื้อรถกับทางเต็นท์ เต็นท์จะมีบริการจัดทำไฟแนนซ์ให้เราอย่างสะดวกสบาย ผู้ซื้อจ่ายเงินดาวน์ ทำสัญญาเกี่ยวกับเอกสารแป๊บเดียวก็สามารถนำรถออกไปใช้งานได้เลย หลังจากนั้นค่อยนัดวันมาทำสัญญาและโอนรถเข้ากรรมสิทธ์ของไฟแนนซ์ แต่ถ้าซื้อรถบ้านต้องยื่นเรื่องเข้าไฟแนนซ์เอง กว่าจะยื่นเรื่อง กว่าทางไฟแนนซ์จะตรวจสอบ แถมผู้ซื้อยังไม่สามารถนำรถมาใช้งานได้ก่อน ต้องรอให้จ่ายเงินให้ครบก่อน-มีแหล่งข้อมูลสื่อโฆษณาหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือเล่มละไม่ก็บาท จนถึงอินเตอร์เนต ก็มีให้เลือกอย่างมากมาย แล้วแต่ว่าเราจะเลือกรับข้อมูลแบบไหน มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งรูปภาพ และข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งราคาและสถานที่ แต่รถบ้านก็มาโฆษณานะค่ะแต่มักจะไม่ค่อยมีรูปภาพหรือถ้ามีก็จะมีรูปให้ดูน้อย รายละเอียดก็มีน้อยมาก-มีรถให้เลือกหลากหลาย
เต็นท์ส่วนใหญ่มักจะอยู่ติดๆ กันหลายๆเต็นท์ หรือเรียกว่า “ตลาดรถ” ตลาดนึงจะมีรถมือสองให้เลือกอีกมากมาย แต่ถ้ารถบ้านจะต้องเจาะจงดูรถแค่คันเดียวเท่านั้น
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
การดูแลรักษารถเบื้องต้น
ในระบบสตาร์ทรถยนต์โดยทั่วไป ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่กุญแจสตาร์ทจะต้องบิดกุญแจ 3 จังหวะ คือ AC , ON และ START ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะปิดกุญแจรวดเดียว 3 จังหวะไปที่ START ถ้ารถท่านเป็นรถใหม่ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารถท่านผ่านการใช้งานมานาน ๆ อาจต้องสตาร์ทหลายครั้งก่อนที่เครื่องยนต์จะติด ซึ่งระหว่างที่ท่านสตาร์ทรถหลาย ๆ ครั้งนั้น ท่านกำลังทำลายระบบสตาร์ทให้อายุการใช้งานสั้นลง วันนี้เรามีคำแนะนำการสตาร์ทรถที่ถูกวิธี ท่านจะไม่ต้องมานั่งสตาร์ท แชะ แชะ แชะ ให้เสียฟอร์ม และยังเป็นการยืดอายุระบบสตาร์ทให้ใช้งานได้ ดีอีกนานแสนนาน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
1. ปิดอุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟทั้งหมดในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศไฟหน้า และเครื่องเสียงต่าง ๆ เพื่อให้แบตเตอร์รี่จ่ายไฟเต็มที่
2. เหยีบครัชให้สุด (สำหรับเกียร์ AUTO ให้เข้าเกียร์ที่ตำแหน่ง N หรือ P เพื่อผ่อนแรงมอร์เตอร์สตาร์ท
3. บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON ค้างไว้ ตราวจเช็คไฟเตือนต่าง (รายละเอียดให้ศึกษาจากคู่มือรถ) รอจนไฟเตือนหัวเผารูปขดสปริงเปลี่ยนจาก สีแดงเป็นสีเขียว หากเครื่องยนต์เย็นควรกดแป้นคันเร่ง 1 ครั้ง
4. บิดกุญแจสตาร์ทเท่านี้คุณก็ไม่ต้องนั่งเสียฟอร์มสตาร์ทรถ แชะ แชะ แชะแล้ว
ขอให้ทำจนเป็นนิสัยไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่ หากทำตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผลให้ ท่านนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการหรือร้านซ่อมระบบไฟไดชาร์ท ไดสตาร์ทโดยทั่วไป
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์
HERDER
เฮดเดอร์เป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบระบายไอเสียที่ได้รับความสนใจในการเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ แต่จะยุ่งยาก เพราะแพง หรือได้กำลังเพิ่มขึ้นมากคุ้มค่าแค่ไหน? เครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วไปมีการทำงานต่อเนื่อง ดูด – อัด – ระเบิด-คาย ในการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงรอบต่อ 11 วัฏจักรการทำงาน คือ ดูด-ลูกสูบเลื่อนลง วาล์วไอดีเปิดเพื่อรับไอดีเข้ามา อัด-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอดี-ไอเสียปิดสนิท เพื่ออัดเตรียมให้มีการจุดระเบิดในจังหวะต่อไป, ระเบิด-จุดระเบิด ด้วยหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือจุดระเบิดด้วยการฉีดละอองน้ำมันเข้าผสมกับอากาศที่ถูกอัดแน่นจน ร้อนจัด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) แล้วต่อเนื่องถึงจังหวะสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับ -เฮดเดอร์- คือ คาย-ลูกสูบเลื่อนขึ้น วาล์วไอเสียเปิดเพื่อระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ เและเตรียมรับไอดีในจังหวะดูดต่อไป
การปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ได้ผลเต็มที่ ต้องเพิ่มการประจุอากาศและน้ำมันในด้านไอดี ควบคู่กับการระบายไอเสีย ออกจากเครื่องยนต์ให้เร็วและหมดจดที่สุด ถ้าเพิ่มเฉพาะไอดีแต่ไอเสียระบายออกไม่ทันหรือไม่หมด กำลังของ เครื่องยนต์ก็เพิ่มขึ้นไม่เต็มที่ แม้เครื่องยนต์ที่ไม่ได้ปรับแต่งด้านการประจุไอดี แต่ถ้าสามารถเพิ่มการระบายไอเสีย ให้ดีขึ้นได้ก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเสมือนเครื่องยนต์เป็นบ้าน ถ้าเพิ่มเฉพาะประสิทธิภาพการนำน้ำสะอาดเข้าบ้าน โดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำเสียออก น้ำเสียอาจค้างอยู่และผสมกับน้ำดี หรือมีแรงต้านการดูดน้ำดีเข้าบ้าน และ แม้ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำดีเข้าบ้าน แต่ถ้าเร่งให้น้ำเสียออกจากบ้านได้เร็วและหมดจดก็ยังดี
การดูแลถนอมรักษารถ
มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ก่อนอื่นขอพูดถึงเรื่อง ความเงาของสีรถ เกิดขึ้นจาก ความสะอาด ความเรียบ และความใสของ แลกเกอร์(Clear Coated) สิ่งที่จะทำให้เกิดความสะอาด ความเรียบ ความใส ก็ต้องทำในขั้นตอนดังนี้
1. ใช้ดินน้ำมัน Over Spray Clay สำหรับการลบละอองสี ยางไม้ สิ่งสกปรกที่ติดบนผิวสี ขี้ไคลสี หลังจากล้างรถแล้ว เคลือบสี ทำให้สีรถของท่านจะเรียบสะอาด
2. ลบรอยขนแมว บนสีผมโดยใช้น้ำยาและอุปกรณ์ ฟื้นฟูสภาพผิวสี จาก Meguiars USA
วิธีนี้รถของท่านจะกลับมาเหมือนใหม่ โดยสีจะใสเข้มขึ้นจากการสะท้อนที่ดีของแสงกระทบบนผิวสีที่ ขัดแล้ว ความกังวลของลูกค้าที่ Clear Coated บางลง จริงๆในการขัดนั้น จะเป็นการลบรอยบน Clear Coated เท่านั้น ซึ่งน้ำยาของ Meguiar’s นั้นไม่มีส่วนผสมของน้ำมันทำละลาย ซึ่งดมพิสูจน์ได้ ต่างจากที่ขัดจากอู่สี เขาต้องการขัดหน้า ให้ออกลึกๆ เพื่อปรับสีให้เรียบดังนั้นน้ำยาที่ใช้จึงมีส่วนผสมของน้ำยาทำละลายสูง (Solvent)เมื่อมีการขัดสีทุกครั้ง ช่างโดยทั่วไปจะใช้วิธีเดียวกันกับในอู่สีและใช้น้ำยาขัดเหมือนกันด้วยซึ่งจะทำให้สีของท่านบางลงเกินกว่าที่ต้องการลบรอย เพราะฉะนั้นการขัดฟื้นฟูสภาพสีผิวโดยกระบวนการของ Meguiar’s จึงเหมาะกับ สีรถที่ต้องการดูแลรักษาให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง
การดูแลรถยนต์ให้ใหม่อยู่เสมอ
คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อรถด้วยเหตุผลของราคา ประโยชน์ใช้สอย และอัตราการบริโภคน้ำมันของเครื่องยนต์ น้อยคนนักที่จะนึกถึงการบำรุงรักษาเครื่องยนต์หลังจากได้เป็นเจ้าของรถแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของรถควรทราบและคำนึงถึง วันนี้จึงมีข้อควรปฏิบัติสำหรับเจ้าของรถเพื่อยืดอายุการใช้งานพาหนะคู่ใจ และการบำรุงรักษาให้เหมือนใหม่เสมอ ดังนี้
- ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ได้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางในการตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกที ว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่ อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด
- สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปีคุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งาน ถ้ามีการสะสมงบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบกับการเงินของคุณ
- หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ
- เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ
– เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง
- ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยาว์
- ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี
- ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้งจะช่วยให้เครื่องยนต์มีความคล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอดเพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์
ขอบคุณที่มา http://www.unseencar.com
เครื่องสตาร์ตไม่ติด – ต้องบอกช่างละเอียดกว่านี้
|
ขอบคุณที่มา http://www.auto2thai.com
ป้ายแดง กับหลายเรื่องยุ่ง
|
